เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 1 กรกฎาคม ที่ศูนย์ปฏิบัติการใหญ่ร่วมด้วยช่วยกัน แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กทม. พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น ที่ปรึกษา(สบ10) พล.ต.ต.สมชาย นิตยบวรกุล รอง ผบช.น พล.ต.ต.เจริญ ศรีศศลักษณ์ ผบก.น.2 พล.ต.ต.ชัยพร พานิชอัตรา ผบก.น.3 พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผบก.น.4 พล.ต.ต.ธรรมนูญ ไตรทิพยพงศ์ ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ และ นายบุญชัย เบญจรงคกุล ประธานมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด ร่วมกันแถลงข่าวผนึกกำลังความร่วมมือโครงการสายตรวจประชาชนร่วมด้วยช่วยกัน นำอาสาร่วมด้วยช่วยกัน ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑลกว่า 4,500 คน ช่วยสนับสนุนภารกิจงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มุ่งหวังให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลสังคม ส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนเกิดการรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างความมั่นคง ความเข้มแข็ง ในการดูแลและปกป้องชุมชน ช่วยสนับสนุนภารกิจงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมุ่งหวังให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลสังคม ส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนเกิดการรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างความมั่นคง ความเข้มแข็ง ในการดูแลและปกป้องชุมชน เพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยในชุมชนเมือง โดยเฉพาะปัญหาเร่งด่วน “นักเรียนยกพวกตีกัน” ที่ต้องเร่งแก้ไข แม้ว่าจะมีการประกาศใช้กฎหมายมาตรา 44 และเอาผิดต่อผู้ปกครองด้วยแล้วก็ตาม
พล.ต.อ.ปัญญา กล่าวว่า สำหรับภารกิจแรกที่จะขอความร่วมมือเครือข่ายภาคประชาชนร่วมด้วยช่วยกัน คือการแก้ไขปัญหาและยับยั้งไม่ให้นักเรียนนักศึกษาและเยาวชนทะเลาะวิวาทหรือตีกัน ตามประกาศคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ที่ 30/2559 และเพื่อให้คำสั่งเหล่านี้มีผลอย่างมีประสิทธิภาพ จึงร่วมกับอาสาสมัครช่วยแจ้งเหตุระงับยับยั้งตรวจค้นอาวุธ ยึดอาวุธ ทำให้ปัญหาเบาบางและยุติลงได้ พร้อมขอให้สายตรวจเหล่านี้ทำงานร่วมกับตำรวจ วันนี้ได้เชิญผู้บังคับบัญชาในพื้นที่เสี่ยงมาร่วมประชุมและแถลงข่าวด้วย จะเป็นจุดเริ่มต้นในการใช้จิตอาสาของสายตรวจมาระงับยับยั้งได้ หลังจากนี้จะมีการประเมินผลและติดตามการทำงานร่วมกันเป็นระยะ นอกจากนี้ ในอนาคตจะฝึกอบรมอาสาสมัครเครือข่ายภาคประชาชนร่วมกันโดยเชิญสายตรวจเครือข่ายอื่นๆ ที่มีอาสามาร่วมกันทำงานให้สังคมปลอดจากอาชญากรรม ยาเสพติด อุบัติเหตุ และอบายมุขอื่นๆ ด้วย พร้อมยืนยันว่า คำสั่งตามมาตรา 44 ไม่ได้กดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ แต่เพื่อให้ปัญหาแก้ไขได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
พล.ต.ต.ธรรมนูญ กล่าวว่า ได้ฝากประชาสัมพันธ์ไปถึงผู้ที่ยุยงปลุกปั่นให้เกิดการทะเลาะวิวาท โดยเฉพาะรุ่นพี่ในสถาบันที่มีปัญหา หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายด้วย
ด้าน นายบุญชัย กล่าวว่า ร่วมด้วยช่วยกันก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2540 วัตถุประสงค์เป็นองค์กรสื่อกลางในการประสานงานให้ความช่วยเหลือประชาชน ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคราชการ ภาคเอกชน มูลนิธิที่ให้บริการสาธารณะ และหน่วยงานอื่นๆ ภายใต้การบริหารของมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด มุ่งเน้นให้บริการสาธารณะด้วยใจรัก สำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม นำระบบเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย สื่อสังคมออนไลน์ มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ร่วมด้วยช่วยกัน ได้จัดอบรมอาสาสมาชิกในโครงการสายตรวจประชาชนทำงานอาสาทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑล ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 4,500 คน

