พ่อโร่ร้องผบช.น.ลูกพิการถูกพนง.กทม.เพื่อนร่วมงานข่มขืน ผ่าน 7 เดือนคดีไม่คืบ

1.07.16 | 13:09 น.

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล นำผู้ปกครองของผู้เสียหายจากคดีข่มขืนกระทำชำเรา และภาคีเครือข่ายกว่า 30 คน เข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจทำคดีล่าช้านานกว่า 7 เดือน โดยมี พ.ต.อ.อมร ศรีทุนะโยธิน รอง ผบก.อก.บช.น. เป็นผู้รับมอบหนังสือดังกล่าว


นายจะเด็จ กล่าวว่า มูลนิธินำผู้ปกครองของผู้เสียหายเข้ามาร้องขอความเป็นธรรม เนื่องจากถูกเพื่อนร่วมงานข่มขืนลูกสาว ที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ซึ่งคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อ 22 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดยผู้ปกครองไปแจ้งความไว้ที่ สน.ยานนาวา เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหาผู้กระทำผิดคือ บุกรุกในเวลากลางคืน และข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ซึ่งผู้ต้องหาได้รับการประกันตัวออกมา ทำให้ผู้ปกครองของผู้เสียหายมีความเครียด เนื่องจากต้องทนเห็นหน้าผู้ก่อเหตุในที่ทำงานเดียวกัน

“มูลนิธิได้ให้ความช่วยเหลือผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในพื้นที่ กทม. ซึ่งปัญหาที่พบคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายพื้นที่ทำคดีล่าช้า พยายามให้เกิดการไกล่เกลี่ยยอมความให้เรื่องจบลง โดยมักจะไม่แจ้งสิทธิและข้อกฎหมายให้ผู้เสียหายได้รับทราบ ที่ผ่านมาคดีนี้ล่าช้า เกิดปัญหาในการติดตาม เจ้าหน้าที่บ่ายเบี่ยงไม่อธิบายขั้นตอนในการสอบสวน ทั้งที่เป็นคดีอุกอาจ ร้ายแรง จากปัญหาที่เกิดขึ้นจึงมีข้อเสนอถึง บช.น. เร่งรัดความผิดคดีเกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศในพื้นที่นครบาล และขอให้พนักงานสอบสวนทำหน้าที่แจ้งสิทธิให้ผู้เสียหายได้รับทราบ” นายจะเด็จ กล่าว

ด้าน พ.ต.อ.อมร กล่าวว่า รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้มารับมอบหนังสือร้องเรียนดังกล่าว และจะได้กำชับพนักงานสอบสวนให้มีการแจ้งความคืบหน้าให้ผู้เสียหายทราบเป็นระยะๆ รวมทั้งแจ้งสิทธิต่างค่าตอบแทนของผู้เสียหายในคดีอาญา และทำความเข้าใจข้อกฎหมายให้ชัดเจน สำหรับสำนวนคดีข่มขืนกระทำชำเราในท้องที่ สน.ยานนาวา ตนได้ประสานไปยังหัวหน้าพนักงานสอบสวนแล้ว เบื้องต้นทราบว่าอยู่ในระหว่างฝากขังผู้ต้องหาต่อศาลครั้งที่ 3 โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน ซึ่งต้องรอหลักฐานสำคัญคือผลการตรวจดีเอ็นเอ อย่างไรก็ตาม หัวหน้าพนักงานสอบสวนได้ให้คำมั่นว่าจะเร่งรัดติดตามผลการตรวจพิสูจน์ และสรุปสำนวนส่งฟ้องให้พนักงานอัยการพิจารณาคดีต่อไป

Advertisement

ด้านนายตุ๋ย(นามสมมติ) อายุ 53 ปี เปิดเผยว่า ลูกสาวของตน อายุ 21 ปี มีปัญหาบกพร่องทางการเรียนรู้ตั้งแต่กำเนิด ในวันเกิดเหตุหลังจากตนกับภรรยาเลิกงานและกลับถึงบ้าน ลูกสาวเล่าให้ฟังว่าถูกเพื่อนร่วมงานของตนบังคับข่มขืน โดยขับรถขยะของสำนักงานเขตสาทรมาจอดเทียบหน้าบ้าน แล้วปีนขึ้นไปทางหน้าต่างชั้น 2 ก่อนเข้าไปหลบอยู่ในห้องน้ำ เมื่อลูกสาวตนเดินผ่านก็ออกอุบายหลอกพาขึ้นรถไป แล้วใช้กำลังบังคับข่มขืนลูกสาวตนบนรถ จากนั้นก็นำลูกสาวตนมาปล่อยไว้หน้าปากซอยเข้าบ้าน แล้วให้เดินกลับเข้าบ้านเพียงลำพัง โดยกล้องวงจรปิดจากร้านค้าฝั่งตรงข้ามสามารถจับภาพขณะเพื่อนร่วมงานคนดังกล่าวขับรถขยะมาจอดไว้ได้ และเป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้ผู้ก่อเหตุยอมรับสารภาพ นอกจากนี้ยังพบว่ามีปัญหากับการทำกับกระบวนการสอบสวนของตรวจหลายเรื่อง ครั้งแรกที่นำหลักฐานวงจรปิดไปยื่นตำรวจรับเรื่องกลับทำหายจนต้องไปยื่นซ้ำอีกรอบ ขณะนี้ผู้ต้องหาอยู่ระหว่างประกันตัวออกมาและยังทำงานเจอหน้ากันทุกวัน