2ครอบครัว เหยื่อรับใช้ ‘หญิงไก่’ แฉขอรับอุปการะลูกสาวส่งฮ่องกง พอปฏิเสธโดนแจ้งจับ

1.07.16 | 14:30 น.

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 1 กรกฎาคม ที่กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ในฐานะประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นำนายชูเกียรติ ใจกล้า นางประภาพร ทองเฟื้อง ภรรยานายชูเกียรติ และน.ส.ประภาวรรณ ใจกล้า หรือน้องก้อย ลูกสาว ที่ถูกนางไก่ (นามสมมุติ) นายจ้าง แจ้งความในข้อหาลักทรัพย์กว่า 10 ล้านบาท เข้าพบพนักงานสอบสวนบก.ป. เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่า ไม่ได้ก่อเหตุในลักษณะดังกล่าว

หนูนา1

นายสงกานต์ เปิดเผยว่า จะพาผู้เสียหายมาแจ้งความนางไก่ ในข้อหาแจ้งความเท็จเป็นเหตุให้ผู้อื่นต้องโทษอาญา พร้อมยืนยันว่ามีพยานหลักฐานที่สามารถดำเนินคดีกับนางไก่ได้อย่างแน่นอน

ขณะที่นางประภาพร กล่าวว่า เข้าทำงานกับนางไก่ ผ่านการแนะนำจากเพื่อนบ้าน และเข้ามาพร้อมกับสามีและบุตรสาว ทำงานได้กว่า 24 วัน นางไก่เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายการเดินทางและที่พักให้ทั้งหมด แต่จะหักจากเงินเดือนที่ได้รับ ช่วงแรกนางไก่ก็ปกติ แต่เมื่อได้พบน.ส.ประภาวรรณ ได้พยายามขอให้ยกลูกสาวเป็นลูกบุญธรรม เพื่อจะให้ไปทำงานดูแลผู้ใหญ่ ผู้มีชื่อเสียงที่ประเทศฮ่องกง อ้างว่าได้ค่าตอบแทนครั้งละ 2-5 ล้านบาท แต่ตนและลูกสาวไม่ยินยอม เนื่องจากอยากให้ลูกเรียนหนังสือก่อน ทำให้นางไก่ไม่พอใจและข่มขู่จะฟ้องร้องดำเนินคดีฐานลักทรัพย์นายจ้างกับตน ด้วยความกลัวจึงตัดสินใจเก็บของใช้ส่วนตัวหนีออกทางบันไดหนีไฟ ตามที่เห็นในภาพวงจรปิดที่นางไก่นำมาแสดงต่อสื่อมวลชน ยืนยันว่าไม่ได้นำทรัพย์สินของนางไก่ออกมา กระเป๋าที่เห็นนั้นเป็นกระเป๋าเสื้อผ้าที่ตนนำมาจากต่างจังหวัด

ขณะที่นายชูเกียรติ กล่าวว่า นางไก่ ให้มาทำงานที่ร้านรับล้างรถย่านประชานิเวศน์ ครั้งแรกว่าจ้างในราคาวันละ 800 บาท แต่เมื่อมาทำจริงให้ค่าตอบแทนวันละ 500 บาทเท่านั้น ตนทำงานได้เพียง 22 วัน ก็เกิดเรื่องขึ้น จึงหยุดทำงาน

Advertisement

ด้านนายสงกานต์ กล่าวว่า ได้ประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อสอบถามข้อมูลว่านางไก่ มีพฤติกรรมเข้าข่ายอยู่ในขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติหรือไม่ และเตรียมนำพยานหลักฐานและพยานบุคคลอีก 15 ปาก เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน รวมทั้งอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะแจ้งความนางไก่ ในข้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูงเพิ่มเติมหรือไม่ เพราะนางไก่มีพฤติการณ์แอบอ้างสถาบัน และบุคคลสำคัญหลายราย นอกจากนั้นจะมีผู้เสียหายจากจ.แม่ฮ่องสอน มาแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนบก.ป. ในข้อหาแจ้งความเท็จเป็นเหตุให้ผู้อื่นต้องโทษทางอาญา เพราะถูกนางไก่ ดำเนินคดีลักทรัพย์นายจ้างเช่นเดียวกัน

นายสงกานต์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีข้อมูลว่าคดีที่นางไก่ไปแจ้งความนั้นมีประมาณ 4-5 คดี อยู่ระหว่างตรวจสอบความแน่ชัด อย่างไรก็ตามหลังมีการนำเสนอข่าวพ่อแม่น.ส.ประภาวรรณ ออกไป มีผู้เสียหายหลายรายติดต่อเข้ามา รวมทั้งมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เชื่อได้ว่านางไก่มีการชักชวนหญิงสาวไปทำงานที่ฮ่องกงด้วยเหตุใด โดยหนึ่งในนั้นมีนาวาเอกนายหนึ่งได้ระบุว่าลูกสาวเคยถูกชักชวนในลักษณะดังกล่าว และในวันที่ 2 กรกฎาคม จะเดินทางให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนบก.ป.ในฐานะพยาน โดยกระบวนการหลังจากนี้ หลังจากสอบปากคำพ่อแม่น.ส.ประภาวรรณ เสร็จแล้ว พนักงานสอบสวนบก.ป. จะประสานงานกับพนักงานสอบสวนสน.ประชาชื่น เพื่อมอบตัว และนำพยานหลักฐานให้พิจารณาในการขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยไม่ใช้หลักทรัพย์ในการประกัน เนื่องจากการแจ้งความของนางไก่ มีข้อพิรุธสงสัย

ต่อมาเวลา 13.15 น. น.ส.จันทนา คชคงไทย หรือหนูนา อายุ 25 ปี และนายธนาธิป ศรีสิงห์ อายุ 32 ปี สองสามีภรรยา ชาวจ.แม่ฮ่องสอน พร้อมเจ้าหน้าที่ศูนย์ประชาบดี เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนบก.ป.เพื่อเป็นพยานให้กับคดีที่พ่อแม่ของน.ส.ประภาวรรณ ถูกอดีตนายจ้างแจ้งความในข้อหาลักทรัพย์นายจ้างกว่า 10 ล้านบาท พร้อมแจ้งความกลับนางไก่ หลังเคยถูกนางไก่ แจ้งความดำเนินคดีลักษณะเดียวกัน

น.ส.จันทนา กล่าวว่า เคยทำงานเป็นผู้ติดตามนางไก่ตั้งแต่ปี 2551 ขณะนั้นตนอายุ 17 ปี กระทั่งปี 2553 เดินทางกลับบ้านที่จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อไปหาแฟน โดยไม่แจ้งนางไก่ให้ทราบ เมื่อนางไก่ทราบภายหลัง จึงโทรศัพท์มาบอกว่าเครื่องเพชรหายและเชื่อว่าตนเป็นผู้ขโมย พร้อมแจ้งความที่สน.ประชาชื่น ในข้อหาลักทรัพย์นายจ้าง ต่อมาพนักงานสอบสวนสน.ประชาชื่น ติดต่อมายังตนพร้อมระบุว่าถูกดำเนินคดี จึงรีบเดินทางกลับมาที่สน.ประชาชื่น และปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่นางไก่ได้ข่มขู่ว่าหากไม่รับสารภาพจะดำเนินคดีกับพ่อแม่และแฟนของตน จึงยอมเซ็นรับสารภาพ ก่อนที่นางไก่จะประกันตัวให้ในชั้นพนักงานสอบสวนวงเงิน 1 หมื่นบาทและเมื่อเข้าสู่กระบวนในชั้นศาล นางไก่ได้ประกันตัวให้ตนอีก 3 หมื่นบาท โดยมีเงื่อนไขห้ามกลับบ้าน และจะต้องทำงานติดตามนางไก่ไปทุกที่ รวมถึงไม่ให้พกโทรศัพท์ติดต่อกับที่บ้าน ระหว่างนั้นนางไก่ได้พยายามชักชวนให้ตนเดินทางไปประเทศฮ่องกงเพื่อเป็นผู้ติดตาม และบอกว่าจะได้เงินเป็นหลักล้าน เมื่อถึงขั้นตอนการทำพาสปอร์ตตามระเบียบพ่อแม่ต้องเซ็นยินยอมเนื่องจากอายุยังไม่ถึง 20 ปี แต่พ่อแม่ตนกลับปฏิเสธ จึงไม่ได้เดินทางไปประเทศฮ่องกง กระทั่งวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 ถูกศาลตัดสินให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน

น.ส.จันทนา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ระหว่างถูกจำคุก นางไก่ ได้ส่งตัวแทนมาเยี่ยมเพียง 1 ครั้งพร้อมฝากเงินให้ 1,000 บาท กระทั่งพ้นโทษจนถึงปัจจุบัน ไม่สามารถติดต่อได้อีก หลังพ้นโทษตนมีความยากลำบากในการหางานทำเนื่องจากมีประวัติต้องโทษลักทรัพย์นายจ้าง ทั้งที่ไม่เคยทำความผิดและเป็นผู้บริสุทธิ์ วันนี้จึงจะฟ้องดำเนินคดีกลับนางไก่ในข้อหาแจ้งความเท็จเป็นเหตุให้ผู้อื่นต้องโทษในคดีอาญา พร้อมเรียกร้องเงินค่าเยียวยาระหว่างถูกจำคุก

ด้านนายธนาทิป กล่าวว่า หลังจากน.ส.จันทนา ถูกแจ้งความดำเนินคดี ตนถูกแจ้งความเช่นกัน แต่ไม่ยอมรับสารภาพเพราะไม่ได้กระทำผิด จึงติดต่อไปยังนายศรีสุวรรณ สรศักดิ์ หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ประชาบดีจังหวัดแม่ฮ่องสอน ให้เข้าช่วยเหลือ ต่อมานางไก่และพนักงานสอบสวนสน.ประชาชื่น ระบุว่าจะกันตนไว้เป็นพยาน ก่อนที่สน.ประชาชื่น จะอ้างว่าตำรวจจ.นครสวรรค์ มีหลักฐานยืนยันว่าตนและหนูนาเอาทองไปขายในจ.นครสวรรค์ จึงท้าขอดูหลักฐานและขอชื่อตำรวจนครสวรรค์ที่ให้ข้อมูล แต่ตำรวจไม่มีรายละเอียดดังกล่าว ทั้งนี้ ระหว่างที่น.ส.จันทนา ได้รับประกันตัว และทำงานกับนางไก่ ถูกกีดกันไม่ให้พบเจอกันกว่า 10 เดือน และต้องรอให้น.ส.จันทนา เป็นผู้โทรศัพท์มาเท่านั้น ส่วนมูลเหตุที่นางไก่แจ้งความตนเชื่อว่าน่าจะเป็นเพราะโกรธที่น.ส.จันทนา แอบเดินทางกลับไป เพราะนางไก่เอ็นดูและหวงน.ส.จันทนา มากอยากให้ทำงานกับนางไก่ไปตลอด จึงไม่ต้องการให้น.ส.จันทนา มีครอบครัว อย่างไรก็ดี ตนตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมาเหตุใดไม่ให้ตนติดต่อกับน.ส.จันทนา และรับปากว่าจะช่วยเหลือน.ส.จันทนา แต่กลับมีเงื่อนไขมาตลอด รวมทั้งยังจะให้ไปทำงานที่ต่างประเทศด้วยสาเหตุอะไรกันแน่