ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 05.00 น.วันที่ 6 ก.ค.ที่ตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต พล.ต.ต.ธีระพล ทิพย์เจริญ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต พร้อมด้วย พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รองผบก.ตร.ท่องเที่ยว ได้ประชุมเตรียมความพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต-กก.5 บก.ทท.ทัพเรือภาคที่ 3 และ กก.สส.ภ.จว.ภูเก็ต-นปพ.ภ.จว.ภูเก็ตกว่า 100 นายก่อนจะเข้าปฏิบัติตามยุทธการตรวจยึดทรัพย์สินของบริษัททัวร์จีนที่เข้าข่ายนอมินีของบริษัท ทรานลี่ ทราเวิล จำกัด หรือบริษัท ไท่ลี่ และในเครือจำนวน 5 จุดหลัก หลังจากสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคใต้เขต 2 ภูเก็ตได้ยกเลิกใบอนุญาตประกอบกิจการด้านการท่องเที่ยวของบริษัทดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 ก.พ.59 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตรวจสอบและควบคุมการประกอบกิจการของคนต่างด้าวในประเทศไทยอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะบริษัทนำเที่ยวเกี่ยวกับธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ และ จ.ภูเก็ตเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมาย หลังมีการร้องเรียนเกี่ยวกับการธุรกิจนอมินีเป็นจำนวนมาก และเป็นที่มาของการตรวจสอบเชิงลึกผู้บริหารบริษัทดังกล่าว
โดยมีการพบว่ามีการใช้บัตรประชาชนคนไทยนำมายื่นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เพื่อให้สามารถถือหุ้นได้ 51 % และมีบริษัทในเครือข่ายนี้อีก 17 บริษัท ทั้งหมดเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น เรือ รถรับส่งนักท่องเที่ยว โรงแรม เป็นต้น ตั้งมาเป็นเวลาร่วม 10 ปี มีนายวีระชัย คำไผ่ประพันธ์กุลกับนายกฤชกร รุ่งมงคลนามเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยบุคคลทั้ง 2 คนเป็นต่างด้าว และใช้เอกสารอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โดยพบว่าบัตรประชาชนที่เขานำมาใช้เป็นบัตรปลอม ซึ่งบัตรออกที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย จากนั้นนายกฤชกร รุ่งมงคลนามนั้นได้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะที่อีกคนได้หลบหนีไปแล้ว จากนั้นได้มีการตรวจสอบเอกสารของบริษัทต่างๆ เพื่อหาที่มาของการเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ อย่างไร พร้อมกับหาความเชื่อมโยงการเกี่ยวข้องกับการเป็นนอมินีหรือไม่
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ บ.ทรานลี่ ทราเวิล จำกัดนั้น มีเครือข่ายรวม 17 บริษัท ทรัพย์สินในเบื้องต้นพบมีรถยนต์ 117 คัน เรือ 35 ลำ ที่ดินในจังหวัดภูเก็ต 3 แปลง และที่ดินบริษัทบลูเบย์ รีสอร์ท จ.พังงา ซึ่งพบมีการก่อสร้างห้องพักเกินจำนวนที่ขออนุญาต (จาก 76ห้อง เป็น 330 ห้อง)

