เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 8 กรกฎาคม ที่กองบัญชการตำรวจภูธรภาค 1 พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผบช.ภ.1 พร้อม พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ รองผบช.ภ.1 พล.ต.ต.ธิติ แสงสว่าง ผบก.ภ.จว.สระบุรี พล.ต.ต.พรชัย สุธีรคุณ ผบก.สถาบันนิติเวชวิทยา พล.ต.ต.ธวัชชัย เมฆประเสริฐสุข ผบก.กองพิสูจน์หลักฐานกลาง ร่วมแถลงการดำเนินคดีกับนายชาตรี ร่วมสูงเนิน ผู้ต้องหาคดีฆ่าปาดคอ น.ส.จุฬารัตน์ หรืออิ๋ว โทวรรณา อายุ 26 ปี ครูอัตราจ้างที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.สระบุรี ภายในบ้านเช่าเลขที่ 17/5 ถ.สุดบรรทัด ซอย 8 ต.แก่งคอย อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ท้องที่ สภ.แก่งคอย เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 1 กรกฎาคม ต่อเนื่องวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา
พล.ต.ต.ธวัชชัยกล่าวว่า หลังเกิดเหตุตำรวจท้องที่ สภ.แก่งคอย ได้ประสานเจ้าหน้าที่ พฐ.เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ ซึ่งได้เก็บรวบรวมพยานหลักฐานสำคัญในที่เกิดเหตุทันที ไม่ว่าจะเป็นมีดที่ใช้ในการก่อเหตุ ผ้าปูที่นอน ฯลฯ รวมถึงที่ตัวของผู้ตาย นอกจากนี้ ได้ไปตรวจหาพยานหลักฐานภายในบ้านเช่าหลังที่นายชาตรีผู้ต้องหาอาศัยอยู่ด้วย ผลการตรวจปรากฏว่าดีเอ็นเอที่พบบริเวณทรวงอกและซอกเล็บของผู้ตายตรงกันกับดีเอ็นเอของนายชาตรี และจากการตรวจสอบคราบเลือดที่ติดบริเวณประตูลูกกรงด้านหลังบ้านของนายชาตรีก็พบว่าดีเอ็นเอตรงกับของผู้ตาย นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบสภาพบาดแผลบนตัวของนายชาตรี พบมีรอยถูกของมีคมบาดบริเวณมือซ้าย มีรอยฟันกัดบริเวณมือซ้าย และมีรอยขีดข่วนที่แขน ซึ่งสอดคล้องกับผลการชันสูตรศพ ที่ พล.ต.ต.พรชัยระบุว่า จากการตรวจสอบสภาพศพของผู้ตายนั้น พบว่ามีบาดแผลถูกของมีคมฟันหลายจุด สันนิษฐานได้ว่าน่าจะเกิดจากการต่อสู้ เนื่องจากผู้ตายไม่ยินยอม แต่บาดแผลที่ฉกรรจ์ที่สุดที่นำไปสู่การเสียชีวิตคือร่องรอยของมีคมบาดที่คอ ที่เป็นลักษณะการเฉือนถึง 4 ครั้ง จนตัดเส้นเลือดใหญ่ทำให้เสียเลือดมาก ทั้งนี้ จากการตรวจภายในของผู้ตายไม่พบอสุจิ จึงสามารถยืนยันได้ว่าผู้ตายไม่ได้ถูกล่วงละเมิดทางเพศ

ขณะที่ พล.ต.ต.ธิติกล่าวถึงการดำเนินคดีกับนายชาตรีว่า ขณะนี้สอบปากคำพยานบุคคลไปแล้ว 18 ปาก จากทั้งหมดที่มี 24 ปาก ซึ่งเมื่อรวมคำให้การและพยานหลักฐานที่ได้ทางนิติวิทยาศาสตร์ และผลชันสูตรศพสามารถยืนยันได้ว่านายชาตรีเป็นผู้กระทำความผิดจริง และจุดประสงค์ในการก่อเหตุนั้นก็เพราะต้องการล่วงละเมิดทางเพศและประสงค์ต่อทรัพย์ เนื่องจากคำให้การของนายชาตรีรับสารภาพว่าแอบชอบผู้ตาย ประกอบกับเจอดีเอ็นเอของนายชาตรีในจุดที่ไม่น่าจะเจอ หากไม่ได้มีเจตนาจะล่วงละเมิดทางเพศ พร้อมทั้งยังมีพยานบุคคลยืนยันได้ว่านายชาตรีมีปัญหาด้านการเงิน รวมไปถึงจากการตรวจสอบประวัติภูมิหลังของนายชาตรีที่พบว่ามีพฤติการณ์สอดคล้องว่าก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวมาแล้ว ซึ่งทุกอย่างสามารถนำมาประกอบสำนวน เพื่อพิจารณาเพิ่มบทลงโทษจากข้อหาที่แจ้งไปครั้งแรกคือ “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 เป็น “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ซึ่งมีอัตราโทษที่รุนแรงกว่า ถึงขั้นประหารชีวิต อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าตำรวจชุดทำงานไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะหลังจากเกิดเหตุผ่านมาแล้ว 6 วัน ก็ได้ประชุมหารือเดินหน้าหาพยานหลักฐาน พร้อมทั้งสอบพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งหารือกับอัยการในการตั้งข้อหา เพื่อให้คดีมีความรัดกุมและครบถ้วน ปราศจากข้อกังขาของสังคมให้มากที่สุด
ด้าน พล.ต.ท.ชัยวัฒน์เปิดเผยว่า นายชาตรีถูกนำส่งศาลฝากขังไปแล้ว ขณะนี้ในส่วนของนายอาร์ม (สาวประเภทสอง) ซึ่งเป็นแฟนของนายชาตรี ผู้ต้องหานั้น เบื้องต้นไม่พบว่ามีส่วนรู้เห็นในการก่อเหตุ จึงสอบปากคำในฐานะพยานเท่านั้น และจากการตรวจสอบสำนวนพบว่าคดีมีความคืบหน้าไปมาก เหลือในส่วนของเอกสารสำคัญจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อประกอบสำนวนให้ชัดเจนและยืนยันตัวผู้กระทำความผิด อย่างไรก็ตาม จากพยานหลักฐานที่มีในตอนนี้ทั้งจากนิติวิทยาศาสตร์และผลชันสูตร จึงเชื่อได้ว่านายชาตรีเป็นผู้ก่อเหตุสังหารผู้ตาย และถือว่าแน่นหนาพอที่จะใช้ลงโทษกับผู้กระทำความผิดได้แน่นอน

