จับโกดัง ‘แบตฯ-อุปกรณ์ปลอมมือถือ’ กว่า 5 ล้านบ. ย่านรองเมือง

ก.4
เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร.พร้อมด้วย พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. พล.ต.ต.อิทธิพล พิริยะภิญโญ รอง ผบช.น. พ.ต.ต.ไอยรา อากาศวิภาต สว.สส.สน.บางโพงพาง นาย สมบูรณ์ เฉยเจริญ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา และนายภควรรธก์ ศรสำราญ ตัวแทนบริษัทผู้เสียหายภาคเอกชน ร่วมแถลงผลการจับกุมการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์

พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวว่า จากการจับกุมตัวนายมานะ กลีบมณฑา อายุ 36 ปี พร้อมของกลาง 1.แบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์สำหรับมือถือที่ปลอมเครื่องหมายการค้าฯ จำนวน 10,310 ชิ้น 2.อุปกรณ์สำหรับมือถือที่หลีกเลี่ยงภาษี จำนวน 9,829 ชิ้น รวมของกลางทั้งหมด 20,139 ชิ้น มูลค่าความเสียในส่วนเครื่องหมายการค้าประมาณ 5 ล้านบาท โดยกล่าวหาว่า 1.“จำหน่าย เสนอจำหน่าย มีไว้เพื่อจำหน่าย ซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักร” 2. “ซื้อหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้เสียภาษีหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้ผ่านวิธีทางศุลกากร หรือหลีกเลี่ยงภาษีอากร”

ก.3
จากการสืบสวนของชุดปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้สืบทราบมาว่า ห้องไม่มีชื่อและเลขที่ ชั้น 1 อาคารแผ่นดินทอง ซอยวัดบรมนิวาส ถนนพระราม 1 แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เป็นสถานที่จัดเก็บซุกซ่อนสินค้าประเภทแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์สำหรับโทรศัพท์มือถือเคลื่อนที่ที่มีการปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว จึงได้ทำการสืบสวนจนแน่ชัดก่อนทำการยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ เพื่อทำการตรวจค้นสถานที่ดังกล่าว โดยศาลได้ออกหมายค้นที่ 350/2559 ลงวันที่ 7 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กองบัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา และตัวแทนผู้เสียหายจากซัมซุง อิเลกทรอนิกส์ คัมพะนี ลิมิเต็ด ได้เดินทางมายังสถานที่ดังกล่าวเพื่อทำการตรวจค้น มาถึงพบนายมานะ กลีบมณฑา ได้แสดงตนเป็นผู้ดูแล จึงได้แสดงหมายค้นให้ตรวจดูและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งวัตถุประสงค์ให้ทราบก่อนให้นำการตรวจค้น

นายมานะรับสารภาพว่า ได้รับจ้างจากคนจีนรายหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า “เฮีย” ไม่ทราบนามสกุล ให้ทำหน้าที่เฝ้ารักษาสินค้าในโกดัง โดยได้ค่าจ้างวันละ 300 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้แจ้งข้อหาและสิทธิต่างๆ ของผู้ถูกจับให้ทราบก่อนทำการจับกุมตัวและนำตัวผู้ถูกจับพร้อมด้วยของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะได้ทำการสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมต่อไป

พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเป็นปัญหาสำคัญที่มีผลกระทบในสายตาของชาวต่างชาติโดยเฉพาะในเรื่อการกีดกันทางการค้าและเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาอื่นๆ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่จะมีการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น ฉะนั้นจึงมีกระบวนการตามนโยบายการจับกุมผู้ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของคนอื่น ปลอมแปลงสินค้าต่างๆ ซึ่งทางกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ทำการดูแลและรายงานผลการปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง

นายสมบูรณ์ กล่าวว่า ช่วงหลังจะเน้นการตรวจสอบสต๊อกสินค้าหรือแหล่งจำหน่ายขนาดใหญ่เป็นหลักเพราะสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ทางปัญญาโดยเฉพาะอุปกรณ์โทรศัพท์ซึ่งมีอันตรายต่อสุขภาพและอาจก่อให้เกิดอันตรายจากอุปกรณ์ที่ไม่มีคุณภาพก่อให้เกิดการชำรุดเสียหาย และทำลายเศรษฐกิจของประเทศโดยการถูกกีดกันและลงโทษทางการค้า

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘สไนเปอร์’ ยิงตำรวจดับ 5 นาย ระหว่างการประท้วงยิงผิวดำที่ดัลลัส
บทความถัดไปพ่อครูอิ๋วภูมิใจ!! บอร์ดคุรุสภาอนุมัติใบวิชาชีพ 45,804 ราย มีชื่อ ‘ครูอิ๋ว’ ด้วย เตรียมใส่กรอบให้ครอบครัว