วันที่ 20 กรกฎาคม 2559 ความคืบหน้ากรณีนายอนุสรณ์ หวังผล อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ หลังถูกเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.และเจ้าหน้าที่กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรภาค 8 จับกุมในคดีเรียกรับสินบนจากผู้บริหารบริษัทเอกชนเป็นเงิน 20 ล้านบาท เพื่อแลกกับการรังวัดพื้นที่ให้ออกนอกเขตที่สาธารณประโยชน์จำนวน 2 แปลง รวมเนื้อที่กว่า 50 ไร่ ในพื้นที่หมู่ 5 ต.เกาะลันตาใหญ่ อ.เกาะลันตา เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา ต่อมานายพินิจ บุญเลิศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ได้สั่งให้นายอนุสรณ์พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว พร้อมสั่งการให้ทางที่ดินจังหวัด ตรวจสอบที่ดินในพื้นที่อย่างละเอียด
ล่าสุด นายพินิจได้กล่าวว่า ทราบว่าเรื่องนี้ได้มีการออกเอกสารสิทธิทับที่ นสล. (หนังสือสำคัญที่หลวง) กันอยู่ด้วยจึงได้สั่งการให้ทางที่ดินตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง และมั่นใจว่า นายอนุสรณ์ไม่น่าจะทำงานเพียงคนเดียว น่าจะมีใครร่วมทีมงานด้วย ซึ่งเดิมทีนายอนุสรณ์ยังเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตรวจสอบพื้นที่ แนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ของอำเภอเกาะลันตาอยู่ด้วย แต่ไม่ทราบว่าไปหลงกลกันท่าไหนจึงกลับมาเป็นผู้ต้องหา
ด้าน พ.ต.ท.ปิยะพงษ์ บุญแก้ว รักษาการ ผกก.สภ.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ศาลจังหวัดกระบี่ ได้รับตัวผู้ต้องหาจากพนักงานสอบสวน สภ.อ่าวนาง ทางทนายความของนายอนุสรณ์ ก็ได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 5 แสนบาท ซึ่งในชั้นศาลยกคำร้องขอประกันตัว โดยศาลได้พิจารณาว่า หากได้รับการประกันตัว ผู้ต้องหาอาจจะไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานต่างๆ และเป็นคดีที่มีโทษสูง เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวนายอนุสรณ์ส่งไปฝากขังที่เรือนจำจังหวัดกระบี่เป็นผัดแรก 12 วัน อย่างไรก็ตาม ยังมีสิทธิยื่นประกันตัวกับศาลอุทธรณ์ได้ ในวันพรุ่งนี้ (21 กรกฎาคม) ในส่วนของคดีนั้น กำลังจะเรียกผู้เกี่ยวข้องมาทำการสอบสวน โดยเฉพาะที่มาที่ไปของเรื่องราว ซึ่งมีทั้ง อบต.อำเภอเกาะลันตา จ.กระบี่ และทางเจ้าหน้าที่ชุดเดินสำรวจออกโฉนดตามที่ผู้ต้องหากล่าวอ้าง ซึ่งคงต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ในการเรียกสอบผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด หลังจากนั้น ก็จะได้นำสำนวนส่งอัยการดำเนินการต่อไป
ขณะที่ นายตรีธวัช รักษ์เมือง นายอำเภอเกาะลันตา จ.กระบี่ เปิดเผยว่า หลังเกิดเรื่องราวดังกล่าว ทางปลัดกระทรวงมหาดไทยภายหลังรับทราบเรื่องก็ได้มีการสั่งตั้งกรรมการสอบสวนการออกโฉนดที่ดินในพื้นที่ดังกล่าวทั้งหมด ว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้างและออกโดยชอบหรือไม่ เนื่องจากอาจมีการพัวพันการเรียกรับผลประโยชน์ตามที่ผู้ต้องหาให้การว่า ก่อนออกโฉนดในปี 2557 ได้มีการตกลงจ่ายผลประโยชน์กัน แม้ว่าจะไม่ได้เงินตามที่รับปากกัน ส่วนวันพรุ่งนี้ ทางอำเภอ ป่าไม้ และศูนย์เดินสำรวจการออกโฉนด จะลงพื้นที่รังวัดแนวเขตที่ดิน นสล.ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ ซึ่งก็จะทราบว่าพื้นที่ 400 ไร่ มีเอกสารโฉนดที่ดินทับซ้อนอยู่กี่แปลง เพื่อดำเนินการต่อไป
นอกจากนี้ นายวัชระ บัวทอง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่าพื้นที่สาธารณประโยชน์ หรือ นสล.แปลงดังกล่าวมีเนื้อที่ประมาณ 400 ไร่ ได้ขึ้นทะเบียนไว้เมื่อประมาณปี 2476 ที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยมอบให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดูแล และได้มีการพยายามรังวัดเพื่อออกเอกสารหนังสือสำคัญที่หลวงมาโดยตลอด แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากไม่มีความชัดเจนเรื่องแนวเขต จาการตรวจสอบพบว่า เมื่อปี 2557 ได้มีการเดินสำรวจ ออกโฉนดที่ดิน ในพื้นดังกล่าว รวม 6 แปลง พื้นที่ประมาณ 90 ไร่ ซึ่งหลังจากรังวัด ชี้แนวเขตแล้วเสร็จ หากพบว่าเป็นการออกโฉนดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จะดำเนินการเพิกถอน โฉนดทั้ง 6 แปลงต่อไป

