วันที่ 1 สิงหาคม เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ที่โรงเรียนตำรวจภูธรภาค 3 ต.จอหอ อ.เมือง จ.นครราชสีมา พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในการมอบนโยบายในการดูแลความสงบเรียบร้อยในการออกเสียงลงประชามติ ในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ให้กับผู้บังคับการตำรวจภูธร, ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร และเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสารวัตร ในสังกัดตำรวจภูธรภาค 3 ทั้ง 8 จังหวัด ในการดูแลความสงบเรียบร้อยการออกเสียง, การจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลในพื้นที่, การจัดแผนเผชิญเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมหากเกิดกรณีฉุกเฉิน, การรณรงค์ให้ประชาชนในพื้นที่ออกมาร่วมใช้สิทธิในการลงเสียงประชามติ และการระดมกวาดล้างอาชญากรรม โดยเฉพาะการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืน อาวุธสงคราม วัตถุระเบิด และยาเสพติด
พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า สำหรับมาตรการในการดูแลการออกเสียงลงประชามติในพื้นที่นั้น ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการกำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกพื้นที่ให้ดูแลความสงบเรียบร้อยอยู่แล้ว อีกทั้งยังได้มีการประสานยังฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ทหาร ในการดำเนินการเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน ซึ่งตนเองยืนยันว่าในพื้นที่ภาคอีสานและในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 3 นั้นไม่มีปัญหาอะไรที่น่าเป็นห่วงเพราะเนื่องจากในพื้นที่นั้นได้มีการบังคับใช้กฎหมาย 100% ซึ่งหากพบว่ามีใครที่มีการกระทำผิดทางเจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการจับกุม ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ภาคอีสาน ขณะนี้ยังไม่พบว่ามีการเคลื่อนไหวแต่อย่างไร ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ปกติดี ถ้าหากพบก็ให้ทางเจ้าหน้าที่นั้นใช้กฎหมายบังคับ 100% เพื่อป้องกันเหตุการณ์ต่างๆ แต่จากการพูดคุยกับทางฝ่ายปกครอง, ทหาร และทางตำรวจภูธรภาค 3 ก็ยืนยันว่าไม่มีปัญหาอะไร เรียบร้อยดี
ส่วนกรณีที่จังหวัดขอนแก่น ที่มีกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ออกมาเคลื่อนไหวในพื้นที่นั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ, ทหารในพื้นที่ก็ได้มีการออกมาดูแลความเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อย อีกทั้งตนเองนั้นยังได้กำชับให้ทางผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น ได้ลงมาดูแลความเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าวเช่นเดียวกัน ซึ่งทางผู้การขอนแก่นก็ยืนยันว่าหากกลุ่มดังกล่าวมีการเคลื่อนไหวที่เกินขอบเขตก็จะต้องจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย
พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวอีกว่า การที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการตั้งวอร์รูมในการดูแลความสงบเรียบร้อยในการออกเสียงลงประชามตินั้นมีพื้นที่ที่จะต้องจับตาเป็นพิเศษ นั้นก็คือพื้นที่ทางภาคเหนือ ที่จะมีกลุ่มมวลชนออกมาเคลื่อนไหว และภาคใต้ ในเรื่องของความปลอดภัย ส่วนการออกหมายจับบุคคลในพื้นที่ทางภาคเหนือ ล่าสุด ทางศาลได้อนุมัติหมายจับแล้วทั้งสิ้น 11 คน ในข้อหามาตรา 116 ยุยงปลุกปั่น, ข้อหาบิดเบือน และข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร ซึ่งบุคคลทั้ง 11 คนที่ถูกออกหมายจับนั้นล้วนแต่เป็นบุคคลที่ถูกทหารเชิญตัวมาปรับทัศนคติ ซึ่งส่วนตัวแล้วคิดว่าจาก 11 คนที่ถูกออกหมายจับแล้ว หากมีการตรวจพบอีก ก็จะต้องถูกดำเนินการออกหมายจับเพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าน่าจะมีการออกหมายจับอีก แต่จำนวนไม่มาก

