ซิวโปรแกรมเมอร์บราซิลร่วมอาชญากรข้ามชาติแฮกข้อมูลเหยื่อปลอมพาสปอร์ต-ตราตม.สูญ 30 ล.

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.)สวนพลู พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. แถลงจับกุมนายคาร์ลอส ออกัสโต้ เซน โลเปส เดอ เด้ อายุ 37 ปี ชาวบราซิล อาชีพโปรแกรมเมอร์ ผู้ต้องหาในข้อหาปลอมและใช้หนังสือปลอม(หนังสือเดินทางอิตาลี)และปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม(รอยตราประทับขาเข้าด่านตม.สุวรรณภูมิหมายเลข S123) หลังร่วมกับแก๊งอาชญากรการเงินข้ามชาติในต่างประเทศขโมยข้อมูลจากผู้เสียหายมาทำหนังสือเดินทางและรอยตราตม.ปลอมสวมรอยหวังขึ้นเงินจากธนาคาร มูลค่าความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท พร้อมของกลางหนังสือเดินทางอิตาลีปลอม บัตรเครดิตจำนวน 12 ใบ โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง สมุดบัญชี 2 เล่ม

พล.ต.ท.ณัฐธรกล่าวว่า ได้ประสานงานกับภาคเอกชนและมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับธนาคารต่างๆ ในการเร่งกวาดล้างมาเฟียต่างชาติ อาชญากรข้ามชาติ และชาวต่างชาติที่มีพฤติการณ์เป็นภัยต่อความมั่นคงที่เข้ามาหลบซ่อนตัวในประเทศไทย โดยได้จับกุมนายคาร์ลอส ออกัสโต้ เซน โลเปส เดอ เมเด้ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มคนร้ายอาชญากรการเงินข้ามชาติที่ได้พยายามโอนเงินในบัญชีนายคริสเตียน ลาสเซน จาก แบงก์ออฟอเมริกา ทางอิเล็กทรอนิกส์แบงก์กิ้ง มาเข้าบัญชีธนาคารซิตี้แบงก์ ที่คนร้ายเปิดไว้ในต่างประเทศ 2 ครั้ง เป็นเงินรวม 750,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 26,250,000 บาท)

พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวต่อว่า ต่อมาผู้ต้องหาได้รับข้อมูลของนายคริสเตียน ลาสเซน จากสมาชิกในแก๊ง ได้นำข้อมูลที่ได้รับไปว่าจ้างแก๊งปลอมพาสปอร์ตให้ทำพาสปอร์ตปลอมในชื่อนายคริสเตียนและนำไปเปิดบัญชีกับธนาคารซิตี้แบงก์สาขาสีลม และได้นำเช็คในชื่อนี้ 3 ฉบับ เป็นจำนวนเงินรวม 445,000 เหรียญสหรัฐ ประมาณ 15,575,000 บาทมาขึ้นเงิน โดยอ้างว่าเป็นที่ปรึกษาทางการเงินจะโอนเงินมาซื้อบ้านและลงทุน แต่ทางธนาคารสงสัยว่าคนร้ายน่าจะใช้พาสปอร์ตปลอมจึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่สืบสวน สตม. มาทำการสืบสวนและจับกุมตัวคนร้ายส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี

พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวว่า นายคาร์ลอส ออกัสโต้ เป็นโปรแกรมเมอร์รับจ้างทำเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านนี้อยู่แล้ว หลังได้รับข้อมูลของผู้เสียหายที่สมาชิกอีกคนที่อยู่ต่างประเทศส่งข้อมูลของผู้เสียหายมาให้ ก็ได้ตระเวนหาแหล่งทำหนังสือเดินทางปลอม เพื่อที่จะนำไปเปิดบัญชีธนาคาร โดยจากคำให้การนายคาร์ลอส ออกัสโต้ได้ไปทำหนังสือเดินทางปลอมที่ถนนข้าวสารในราคา 100,000 บาท แต่ได้ขอต่อรองเหลือ 90,000 บาท ทั้งนี้ได้ส่งชุดสืบสวนขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการ และลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อมูลแล้ว เชื่อว่าแก๊งทำพาสปอร์ตปลอมน่าจะเป็นแก๊งชาวต่างชาติ นอกจากนี้จะย้อนรอยไปยังผู้ให้ที่พักพิง เพราะตามกฎหากมีชาวต่างชาติเข้ามาพักเจ้าของที่พักจะต้องแจ้งให้ตม.รับทราบภายใน 24 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่มีข้อมูลว่านอกจากเช็คที่นำไปขึ้นบัญชีธนาคารแล้วยับยั้งการเบิกจ่ายไม่ทันยังไปค้นเจอเช็คที่มีการสั่งจ่ายอีก 200,000 เหรียญสหรัฐ รวมทั้งเช็คเปล่าอีกจำนวนหนึ่งที่สามารถกรอกตัวเลขลงไปในเช็คได้ การตรวจสอบหนังสือเดินทางพบว่าหนังสือเดินทางของบราซิลเป็นหนังสือเดินทางฉบับจริง มีการเดินทางเข้าออกประเทศจำนวน 10 ครั้ง โดยใช้หนังสือเดินทางเล่มนี้ ซึ่งได้เข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2553 และยังพบว่าผู้ต้องหายังใช้หนังสือเดินทางของอเมริกันด้วย 4 ครั้ง ซึ่งการตรวจสอบเบื้องต้นเป็นหนังสือเดินทางจริงแต่ยังต้องรอผลการตรวจจากห้องแล็บเพื่อยืนยันอีกครั้ง ส่วนหนังสือเดินทางของอิตาลีเป็นหนังสือเดินทางปลอมที่ผู้ต้องหาใช้นำไปเปิดบัญชีธนาคาร

พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวว่า เมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา สตม.ได้เปิดการฝึกอบรมและเปิดศูนย์ต่อต้านหนังสือเดินทางปลอมเพื่อความมั่นคงของอาเซียน อบรมเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่สายการบินและพนักงานธนาคาร อันเป็นการช่วยป้องกันคนร้ายต่างชาติใช้หนังสือเดินทางปลอมมาก่ออาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ ดังเช่นคดีนี้ หากประชาชนพบบุคคลต่างชาติ ที่มีพฤติกรรมต้องสงสัย ไม่เหมือนนักท่องเที่ยว หรือมีลักษณะไม่มีงานทำที่แน่นอน น่าเชื่อว่าอาจเข้ามาก่อเหตุอาชญากรรม ขอให้แจ้งข้อมูลผ่านสายด่วน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โทร.1178หรือ www.immigration.go.th ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

บทความก่อนหน้านี้ชาวบึงกาฬ”งงเป็นไก่ตาแตก”น้ำโขงทะลักกลางฤดูแล้งท่วมแปลงผักเสียหายยับ ไร้คำเตือนจากภาครัฐ
บทความถัดไป“แรงงาน” แถลงคืบหน้าแก้ค้ามนุษย์ “ขู่” ปรับ1แสน-ปิดกิจการ นายจ้างไม่จดทะเบียนแรงงาน