‘ปชช.เบียร์’ ยื่นศาลปค.เพิกถอน ประกาศห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออนไลน์ ชี้จำกัดสิทธิ์

20.10.20 | 15:30 น.

‘ปชช.เบียร์’ ยื่นศาลปค.เพิกถอนประกาศห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออนไลน์ ชี้จำกัดสิทธิ์

‘ประชาชนเบียร์’ ผู้บริโภคและผู้ประกอบการร่วมกันฟ้องเพิกถอนคำสั่งนายกฯ ห้ามขายเหล้าออนไลน์ กระทบช่องทางทำกินที่มีน้อยอยู่แล้วอาจทำธุรกิจล้มหากปิดช่องทางขายออนไลน์ อีกทั้งเพิ่มการผูกขาดธุรกิจเหล้าเบียร์

เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ที่ศาลปกครอง นางสาวสุภัค ก่ออิฐ ตัวแทนแอดมินเพจ “ประชาชนเบียร์” ผู้บริโภคและผู้ประกอบการธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมด้วยทีมทนายอาสาไปศาลปกครองเพื่อยื่นคำฟ้องให้เพิกถอนประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ในเดือนธันวาคมนี้หลังจากประกาศไปเมื่อวันที่ 7 ส.ค.2563  ซึ่งจะส่งผลให้การขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนเพจ เว็บไซต์ หรือแม้แต่อีเมล และโทรศัพท์ก็อาจเข้าข่ายได้หมด การยื่นฟ้องครั้งนี้มีทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อยติดต่อมาเพื่อขอร่วมฟ้องด้วยหลายราย

 สุภัค ก่ออิฐ ตัวแทนจากประชาชนเบียร์(ซ้าย) และทนายความ

นางสาวสุภัค กล่าวว่า ก่อนหน้านี้กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนเบียร์ได้มีการคัดค้านประกาศฉบับนี้ ผ่านหลายหน่วยงานไม่ว่าจะเป็น กระทรวงสาธารณสุข ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรวมถึง สำนักผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยชี้แจงถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นและให้ทบทวนสอบถามผู้ที่ได้รับผลกระทบก่อนจะออกเป็นกฎหมาย แต่กระทรวงสาธารณสุขไม่ตอบกลับ ส่วนสำนักนายกฯ ก็ตีกลับเรื่องไปที่สาธารณสุข ส่วนสำนักผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งว่าไม่รับพิจารณา แต่สุดท้ายประกาศฉบับนี้กลับออกมาเงียบๆ หลังจากนายกรัฐมนตรีเซ็นอนุมัติ 1 เดือน โดยไม่ถามประชาชนเช่นเดิม

“การจำกัดสิทธิ์ในเลือกซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ในระบอบประชาธิปไตย กระทบทั้งผู้ทำธุรกิจขนาดเล็กที่มีช่องทางการขายน้อยเพิ่มการผูกขาดในธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สร้างภาระให้กับประชาชนผู้บริโภค และยังกระตุ้นให้เกิดการเดินทาง ไปซื้อสินค้าเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิดซึ่งมีผลต่อประเทศอย่างรุนแรง” นางสาวสุภัคกล่าว

Advertisement

นางสาวสุภัค ยังกล่าวต่อว่า มีหลายคนที่ติดต่อจะเข้ามาร่วมฟ้องร่วมกับเรา ทั้งผู้บริโภค หรือแม้แต่บริษัทที่ขายเบียร์ออนไลน์ที่ได้รับผลกระทบตรงๆ อย่างบริษัท กรุ๊ปบี จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายคราฟท์เบียร์ไทยและขายออนไลน์บนเว็บไซต์ของตัวเอง มีสินค้าบนเว็บไซต์กว่า 60 ตัวด้วยกัน บอกเราเพิ่มเติมว่า “กฎหมายตัวนี้ส่งผลกระทบผู้ประกอบการรายย่อยอย่างเราหลักๆ เลย 3 ช่องทาง 1. ช่องทางการติดต่อและช่องทางการขายหลักของเรา คือ ไลน์ออฟฟิเชียล เฟซบุ๊ก และเว็บไซต์ อีเมลด้วยบางส่วน จะหายไปเลย เนื่องจากบริษัทเราเล็กมาก กำไรน้อยมากด้วยเหตุผลทางการตลาด เราไม่มีเงินไปจ้างเซลล์วิ่งร้านอย่างทั่วถึง ทำให้ช่องทางออนไลน์เป็นช่องทางสำคัญ ดังนั้นธุรกิจเราจะไปต่อไม่ได้เลย ถ้ามีกฎหมายนี้

2. ผู้ผลิตเจ้าของสินค้า คราฟท์เบียร์ไทยเป็นสินค้าที่เฉพาะกลุ่มมาก ต้นทุนการผลิตสูง ผู้ผลิตเกือบทั้งหมดเป็นรายย่อย ไม่มีงบประมาณในการทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ พูดได้ว่าเป็นช่องทางสำคัญมากในการกระจายสินค้าไปยังลูกค้าทั้งที่เป็นร้านและเป็นคนดื่ม กฎหมายนี้ถ้าออกมา ผู้ผลิตเจ้าของสินค้าจะสูญเสียช่องทางสำคัญในการกระจายและแนะนำสินค้าจนถึงขั้นทำธุรกิจต่อไม่ได้แน่นอน

3. ผู้บริโภคและธุรกิจรายย่อย เช่น ร้านอาหาร บาร์ คราฟท์เบียร์ไทยผลิตมาน้อย และไม่มีต้นทุนในการเก็บสินค้าหรือกระจายสินค้าด้วยตัวเองไปทั่วประเทศ และที่สำคัญ ลูกค้าจากทั่วประเทศที่ชื่นชอบและสนใจสินค้าประเภทนี้ไม่สามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อหรือร้านใกล้บ้านแน่นอน แม้แต่ร้านเล็กๆ ที่ต้องการสินค้าที่น่าสนใจไปขายก็ใช้ช่องทางออนไลน์ในการหาข้อมูลและสั่งซื้อ ดังนั้นกฎหมายนี้เป็นอุปสรรคที่ปิดกั้นข้อมูลและช่องทางการบริโภคและทำมาหากินของรายย่อยอย่างชัดเจน”

นางสาวสุภัค กล่าวว่า นอกจากกรุ๊ปบีแล้ว ยังมี ผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการร่วมฟ้องกับเราอีกหลายท่านด้วยกัน หากครั้งนี้ศาลปกครองไม่รับฟ้อง ด้วยเหตุผลที่ว่ายังไม่เข้าข่ายความเดือดร้อน เราก็จะกลับมาฟ้องอีกครั้งหลัง 90 วันไปแล้ว มาพิสูจน์กันว่าการทำตามระบบยังให้ความยุติธรรมในประเทศนี้ได้จริงหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าทั้งนี้ศาลปกครองรับเรื่องไว้แล้ว แต่จะต้องตรวจสอบเอกสารและยืนยันว่าผู้ที่ร่วม ยื่นคำร้อง ฟ้องเพิกถอนประกาศดังกล่าวนี้เป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการประกาศนี้หรือไม่ โดยจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน