งดไต่สวนคุ้มครองคดี “6 นิสิตนักศึกษา” ฟ้องเพิกถอนประกาศฉุกเฉินร้ายแรง

งดไต่สวนคุ้มครองคดี “6 นิสิตนักศึกษา” ฟ้องเพิกถอนประกาศฉุกเฉินร้ายแรงหลังนายกฯ ประกาศยกเลิกตอนเที่ยง – ปัดคำร้อง “วัชระ” ไม่ส่งศาลรธน.ตีความ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ศาลแพ่งเผยแพร่เอกสารข่าวสรุปการสั่งคดีฟ้องเพิกถอนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในพื้นที่ กทม. รวม 3 สำนวน ประกอบด้วย คดีหมายเลขดำที่ พ5323/2563 นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กับนายเกษม ศุภสิทธิ์ อดีตผู้พิพากษา ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กับพวกรวม 2 คน, คดีหมายเลขดำที่ พ5327/2563 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย กับพวกรวม 4 คน ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ กับพวกรวม 3 คน และคดีหมายเลขดำที่ พ5363/2563 น.ส.ศุกรียา วรรณายุวัฒน์ กับพวกรวม 6 คน (กลุ่มนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ กับพวกรวม 3 คน

โดยทั้ง 3 ฉบับ สรุปเหตุผลในการรับฟ้องคดีไว้พิจารณาระบุทำนองเดียวกัน ที่ศาลเห็นว่า ประกาศดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองที่ใช้บังคับต่อประชาชนทั่วไป แต่เนื่องด้วยพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาตรา 16 บัญญัติว่า ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง อันทำให้การฟ้องร้องคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 188 บัญญัติว่า การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาล และมาตรา 194 บัญญัติว่า ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น อันแสดงให้เห็นว่าศาลยุติธรรมเป็นศาลที่มีเขตอำนาจทั่วไป ดังนั้นคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าประกาศของจำเลยและการกระทำของจำเลยอันเนื่องมาจากการบังคับใช้ประกาศดังกล่าว ซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของโจทก์และประชาชน กรณีมีเหตุให้รับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกรณีที่นายวัชระกับนายเกษม ยื่นร้องเพิ่มเติมขอให้ศาลแพ่งส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วยนั้น ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้เพิกถอนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพฯ ฉบับลงวันที่ 15 ต.ค. 2563 ตามที่จำเลยที่ 1 ประกาศไว้ทุกฉบับ และขอให้เพิกถอนประกาศทุกฉบับของจำเลยที่ 2 ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการฟ้องขอเพิกถอนประกาศซึ่งออกตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 2548 ประกาศและข้อกำหนดดังกล่าว จึงมิได้ออกโดยองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติ จึงมิใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายตามความหมายของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 มาตรา 212 โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวไว้แล้ว ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 10-11/2553 ศาลจึงไม่จำต้องส่งประเด็นตามคำร้องของโจทก์ทั้งสองไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ทั้งสอง

ต่อมาในช่วงบ่าย 13.30 น. ที่ศาลนัดไต่สวนฉุกเฉินคดีหมายเลขดำที่ พ5363/2563 น.ส.ศุกรียา วรรณายุวัฒน์ กับพวกรวม 6 คน เป็นโจทก์ฟ้องนั้น ทนายความโจทก์ได้แถลงต่อศาลว่า วันนี้ (22 ต.ค.) นายกรัฐมนตรีได้ออกประกาศยกเลิกประกาศและข้อกำหนดสถานการณ์ร้ายแรงในพื้นที่ กทม. เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2563 และฉบับที่ 2 วันที่ 16 ต.ค. 2563 โดยได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว และมีผลตั้งแต่เวลา 12.00 น. วันนี้ (22 ต.ค.) จากนั้น ศาลจึงมีคำสั่งยกคำร้องที่ได้ขอให้มีการไต่สวนฉุกเฉินและกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว เนื่องจากเหตุแห่งการขอคุ้มครองชั่วคราวสิ้นสุดลงแล้ว

สำหรับวันนัดพิจารณาต่อไปของทั้ง 3 สำนวน ในคดีของนายวัชระกับพวก และคดีของ นพ.ชลน่านกับพวก ซึ่งมีการไต่สวนเสร็จสิ้นในช่วงเช้า ก่อนการประกาศยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ออกมามีผลในเวลา 12.00 น. นั้น ศาลได้กำหนดนัดฟังคำสั่งกรณีที่ขอคุ้มครองชั่วคราว ในวันที่ 28 ต.ค. 2563 เวลา 13.30 น. โดยศาลกำหนดนัดชี้สองสถาน (นัดพร้อมคู่ความ) ในเนื้อหาคดีหลักวันที่ 21 ธันวาคม 2563 เช่นเดียวกันทั้งสองสำนวนนี้ ส่วนในคดีของ น.ส.ศุกรียากับพวก ที่ได้งดการไต่สวนคำขอคุ้มครองชั่วคราวในช่วงบ่ายแล้วนั้น ศาลได้กำหนดนัดชี้สองสถาน (นัดพร้อมคู่ความ) ในเนื้อหาคดีหลักวันที่ 19 ม.ค. 2564 เวลา 09.00 น.

ด้าน น.ส.ศุกรียา ให้สัมภาษณ์ถึงการประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงของนายกฯ ว่า แม้จะมีการประกาศยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในสถานการณ์ร้ายแรงในเขตกรุงเทพมหานครแล้วก็ตาม ขอเรียกร้องให้มีผลย้อนหลังให้ยกเลิกการดำเนินคดีแกนนำและผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุมที่ดำเนินไปก่อนหน้านี้ อยากให้นายกรัฐมนตรีรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยยืนยันเดินหน้าฟ้องร้องนายกรัฐมนตรีและพวกที่ประกาศใช้คำสั่งโดยมิชอบ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้แกนนำแรงงานฯ ดอดพบ จับกัง1 กระตุ้นดูแลลูกจ้างได้สิทธิคุ้มครองตาม กม.
บทความถัดไป‘บิ๊กป้อม’ ถกกก.สิ่งแวดล้อม เดินหน้าโครงการสำคัญ เพื่อประชาชน