พ่อค้าลอตเตอรี่ ร้องดีเอสไอ ถูกหลอกระดมทุนมูลค่า 400 ล. ยี่ปั๊วเชิดเงินหนี

พ่อค้าลอตเตอรี่ ร้องดีเอสไอ ถูกหลอกระดมทุนมูลค่า 400 ล. ยี่ปั๊วเชิดเงินหนี

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ที่บริเวณหน้าศูนย์ยุติธรรมสร้างสุข กระทรวงยุติธรรม ชั้น 2 ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ นายอานนท์ เชื้อสัตตบงกช ทนายความพร้อมนายสามิตร สิ่วสงวน และนางจิรนันท์ สิ่วสงวน และผู้เสียหายจากการถูกหลอกลงทุนซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือลอตเตอรี่ นำเอกสารหลักฐานการลงทุนซื้อขายลอตเตอรี่ มาร้องทุกข์ต่อ พ.ต.อ.อัครพล บุณโยปัษฎัมภ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อขอให้ดีเอสไอติดตามทรัพย์ให้ผู้เสียหายจำนวนกว่า 100 คน มูลค่าความเสียหายกว่า 400 ล้านบาท พร้อมขอให้รับเรื่องดังกล่าวเป็นคดีพิเศษด้วย

นายสามิตรกล่าวว่า ตนและพวกได้ถูกผู้ต้องหาซึ่งเป็นชาวจังหวัดร้อยเอ็ดเข้ามาตีสนิท และชักชวนให้ร่วมทุนด้วยการนำเงินไปซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลมาจำหน่าย และหากขายได้ทั้งหมดก็จะแบ่งเงินให้กับผู้ร่วมลงทุน ตนเห็นว่ามีคนรู้จักได้ร่วมทุนกับผู้ต้องหารายนี้มานานกว่า 2 ปี

และมีรายได้จริง ตนจึงตัดสินใจลงทุนกับผู้ต้องหาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และยังซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลกับผู้ต้องหาไปขายให้กับกลุ่มเครือญาติในราคาต้นทุนฉบับละ 80 บาท หรือราคากล่องละ 35,000-45,000 บาท โดยในช่วง 4-5 งวดแรก ได้รับเงินจริง ต่อมาเมื่อวันที่ 16 ต.ค.และ 1พ.ย.ที่ผ่านมา

ได้มีผู้ฝากซื้อลอตเตอรี่ โดยลงทุนไปอีกรวมเป็นเงินจำนวน 25 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าผู้ต้องหาไม่สามารถจัดหาลอตเตอรี่มาให้ได้ ทั้งๆ ที่รับเงินไปแล้ว และไม่สามารถติดต่อได้อีก ตนและผู้เสียหายจึงเข้าแจ้งความที่ สภ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ ขณะเดียวกันตนก็ถูกผู้เสียหายที่ฝากซื้อลอตเตอรี่แจ้งจับในข้อหาฉ้อโกงด้วยเช่นเดียวกัน

นายอานนท์กล่าวว่า หลังจากผู้เสียหายเข้าแจ้งความแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.รัตนบุรี ได้ออกหมายจับผู้ต้องหาไปแล้ว 8 ราย เหลืออีก 2 ราย  ที่ยังตามจับตัวไม่ได้ ทั้งๆ ที่ทั้งสองคนยังอยู่ในพื้นที่ไม่ได้หลบหนีไปไหน ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ตามยึดทรัพย์สินของผู้ต้องหาได้ เป็นเงินสดพร้อมสร้อยคอทองคำจำนวนหนึ่ง แต่เมื่อนำไปตรวจสอบพบว่าเป็นทองเก๊ จึงรู้สึกไม่สบายใจและเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะผู้ต้องหามีอิทธิพล

อีกทั้งยังได้ทรัพย์สินที่หลอกลวงประชาชนไปเป็นจำนวนมาก ตนจึงต้องร้องขอให้ดีเอสไอเข้ามาช่วยทำคดี และรับคดีดังกล่าวไว้เป็นคดีพิเศษ

พ.ต.อ.อัครพลกล่าวว่า ดีเอสไอจะรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาและตั้งเรื่องเป็นเลขสืบสวนคดี โดยจะส่งพนักงานสอบสวนไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ เนื่องจากคดีดังกล่าวมีผู้เสียหายจำนวนมาก และมีวงเงินสูง การหลอกลวงประชาชนให้ร่วมลงทุนในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เป็นการซ้ำเติมทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon