“เรืองไกร”ฟ้องกกต.ละเลย พิมพ์ร่างรธน.เผยแพร่ปชช.ไม่ครบ ร้องประชามติโมฆะ

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 15 สิงหาคม ที่ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อายุ 55 ปี ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครอง จากกรณีการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา กกต.ไม่จัดพิมพ์และเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงทราบโดยทั่วไป จึงเข้าข่ายเป็นเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง และมีผลให้การออกเสียงประชามติเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม

คำฟ้องสรุปว่า รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 มาตรา 39/1 วรรคสี่ บัญญัติว่าให้เป็นหน้าที่ของ กกต.ในการจัดให้มีการออกเสียงประชามติและประกาศผลการออกเสียงประชามติและจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญและคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคสามเพื่อเผยแพร่ด้วยวิธีการใดๆ ให้ประชาชนทราบได้โดยสะดวกและเป็นการทั่วไป โดย กกต.เปิดเผยข้อมูลในเว็บไซต์ กกต.เกี่ยวกับราคากลาง โครงการจัดจ้างพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ…. จากวงเงินงบประมาณ 67,000,000 บาท แยกเป็น 5 รายการ ดังนี้ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ…. ราคากลาง/เล่ม เท่ากับ 15 บาท, คำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฯ เล่ม 1 ราคากลาง/เล่ม เท่ากับ 5 บาท, คำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฯ เล่ม 2 (10 เรื่องน่ารู้) ราคากลาง/เล่ม เท่ากับ 5 บาท, ประเด็นคำถามหลักการและเหตุผลพร้อมคำอธิบายประเด็นคำถามของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ราคากลาง/เล่ม เท่ากับ 2 บาท และค่าบรรจุหีบห่อ ราคากลาง/เล่ม เท่ากับ 4 บาท จากวงเงินข้างต้นดังกล่าวถ้านำเงินทั้งหมดไปจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ…. จะได้ร่างรัฐธรรมนูญฯ ประมาณ 4,466,666 เล่ม น้อยกว่าจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงประมาณกว่า 50 ล้านคน

และ กกต.ยังได้เปิดเผยราคากลางโครงการจัดจ้างพิมพ์บัตรออกเสียงประชามติและบัตรตัวอย่างบัตรออกเสียงประชามติจากวงเงินงบประมาณ 55,100,000 บาท แยกเป็น 2 รายการ ดังนี้ บัตรออกเสียงประชามติ 54,600,000 ฉบับ ราคา/หน่วย เท่ากับ 1 บาท และบัตรตัวอย่างบัตรออกเสียงประชามติ 500,000 ฉบับ ราคา/หน่วย เท่ากับ 1 บาท จึงแสดงว่า กกต.ต้องจัดพิมพ์และเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญฯให้ประชาชนทราบทั่วไปกว่า 50,000,000 เล่ม โดยเทียบเคียงได้จากการจัดพิมพ์บัตรออกเสียงจำนวน 54,600,000 ฉบับ แต่จากเอกสารแสดงราคาดังกล่าว กกต.ไม่ได้จัดพิมพ์และเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบอย่างครบถ้วนตามจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียง

อีกทั้งประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเคยมีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ (รธน)207/2559 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2559 เรียนนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาสั่งการให้หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้สนับสนุนคณะกรรมการฯในการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญด้วย นอกจากนี้ กกต.ยังไม่ดำเนินการกับคนที่ออกมาพูดว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ในวันที่ 5 สิงหาคม อันเป็นการฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และมติ กกต. เข้าข่ายการปล่อยปละละเลย ตามมาตรา 61 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559

ท้ายคำฟ้อง ระบุว่า ผู้ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยให้ กกต.ระงับการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องตามประกาศ กกต. เรื่องผลการออกเสียง ลงวันที่ 10 สิงหาคม จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผลออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม เป็นโมฆะ และขอให้ กกต.ชี้แจงว่ามีการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญทั้งสิ้นกี่เล่ม เผยแพร่ร่างเพื่อแจงให้ประชาชนกี่คน และงบประมาณที่เหลืออยู่นำไปใช้อะไรบ้าง นอกจากนี้ยังขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหรือยกเลิกมติของ กกต.ในการประชุมครั้งที่ 38/2559 เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม และเพิกถอนยกเลิกประกาศผลการออกเสียงด้วย

นายเรืองไกร กล่าวว่า กกต.ได้งบประมาณในการจัดประชามติ ประมาณ 2,991 ล้านบาท จากนั้นได้เปิดเผยราคากลางในการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญ 67 ล้านบาท พิมพ์ได้ 4 ล้านกว่าเล่ม โดยประกาศ กกต.บอกว่ามีผู้มีสิทธิประมาณ 50 ล้านคน จึงเชื่อว่า กกต.ควรจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญให้เท่ากับบุคคลคนมีสิทธิออกเสียง นอกจากนี้ กกต.ยังมีหนังสือถึงครม.ขอความร่วมมือให้ราชการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญด้วย และอีกเหตุที่ทำให้การออกเสียงประชามติไม่ชอบคือเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา มีบุคคลที่มีชื่อเสียงพูดออกสื่อว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ทำไม กกต.ปล่อยให้มีการพูดชี้นำออกไปได้ จึงเป็นองค์ประกอบที่มาฟ้อง กกต.ต่อศาลปกครองในวันนี้

โดยศาลปกครองรับคำฟ้องไว้พิจารณาเป็นคดีหมายเลข ฟ.17/2559 เพื่อมีคำสั่งต่อไป

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon