ผบช.ภ.7 แถลงจับลักลอบขนแรงงานต่างด้าว 3 คดีรวด เตือนนายจ้างเลือกแรงงานถูกกม.

22.01.21 | 19:28 น.

เมื่อเวลา 14.40 น. วันที่ 22 ม.ค.64 ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี พลตำรวจโทธนา ชูวงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 เป็นประธานในการแถลงข่าวจับกุมเครือข่ายการลักลอบขนแรงต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยผิดกฎหมาย โดยมีนายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พลตำรวจตรีนัยวัฒน์ ผะเดิมชิต รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 พลตำรวจตรีวรณัน สุขเจริญ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี พลตำรวจตรีนพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 7 พันเอกบรรเจิด จันทร์ส่งเสริม รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดกาญจนบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่ปกครองและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าวการจับกุม


ทั้งตามมติคณะรัฐมนตรีลงวันที่ 29 ธันวาคม 2563 อนุญาตให้แรงงานต่างด้าวบางจำพวกอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จึงได้มีแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน พยายามที่จะลักลอบเข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งตำรวจภูธรภาค 7 ได้กำชับให้ผู้ใต้บังคับบัญชาการดำเนินการอย่างเข้มงวด จนกระทั่งวันที่ 21 มกราคม สามารถจับกุมขบวนการลักลอบขนแรงงานต่างด้าวเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายได้ รวม 3 คดี

คดีที่ 1 เวลา 09.00 น.เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจร่วมสามแยกทองผาภูมิได้ทำการตรวจค้นรถยนต์เก๋งส่วนบุคคล หมายเลขทะเบียน กพ 2064 กาญจนบุรี ซึ่งมีนางสาวศศิเพ็ญ ศิลปะชัย ผู้ขับขี่ ซึ่งเป็นภริยาของนักการเมืองท้องถิ่นในอำเภอสังขละบุรีพร้อมด้วยบุคคลต่างด้าว 4 คน โดยรับตัวมาจากบริเวณชายแดน อำเภอสังขละบุรีเพื่อนำไปส่งในอำเภอเมืองกาญจนบุรีโดยได้รับค่าจ้างสำหรับผู้ใหญ่คนละ 7,000 บาทและเด็กคนละ 4,000 บาท โดยจะมีคนมารับต่อจึงได้ขยายผลจับกุมตัว นายสมศักดิ์ ไม่มีนามสกุลชาวพม่า ได้ที่หน้าห้างสรรพสินค้าชื่อดังจังหวัดกาญจนบุรี และให้การรับสารภาพว่าจะพาไปส่งที่อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี แต่มาถูกจับกุมตัวได้ที่บริเวณดังกล่าวเสียก่อน

คดีที่ 2 เวลา 10.20 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจประจุดตรวจร่วมสะพานรันตีได้ทำการค้นรถยนต์โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์สีขาว หมายเลขทะเบียน กธ 8513 กาญจนบุรี ซึ่งมีนายประวิช แก้วดำ เป็นผู้ขับขี่ พร้อมด้วยบุคคลต่างด้าวชาวเมียนมา 2 คน หลบซ่อนอยู่ภายในเบาะนั่งตอนที่ 3 โยมีผ้าสีดำคลุมปิดทับไว้เพื่ออำพรางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากการสอบสวนพบว่านายประวิช ได้รับตัวบุคคลต่างด้าวมาจากชาวพม่า เพื่อนำไปส่งที่อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรีเช่นกันโดยได้รับเงินค่าจ้างคนละ 5,000 บาทแต่มาถูกจับกุมได้เสียก่อน

Advertisement

คดีที่ 3 เวลา 13.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำจุดตรวจร่วมสะพานรันตีได้ทำการตรวจค้นรถยนต์โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์สีขาว หมายเลขทะเบียน กต 3837 กาญจนบุรี ซึ่งมีนางสาวอัจฉรา ชินสรนันท์ เป็นผู้ขับขี่ พร้อมด้วยบุคคลต่างด้าวชาวเมียนมา 1 คน นอนหลบซ่อนอยู่บริเวณที่พักเท้าตอนที่ 3 โดยมีผ้าห่มคลุมปิดทับไว้ด้านบนตัว เพื่ออำพรางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากการสืบสวนทราบว่า นางสาวอัจรา ได้รับตัวบุคคลต่างด้าวมาจากชายแดนอำเภอสังขละบุรีเพื่อนำตัวไปส่งที่ฟาร์มเลี้ยงไก่แห่งหนึ่งในอำเภอจอมบึง จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีจุดประสงค์ที่จะนำแรงงานต่างด้าวดังกล่าวไปขึ้นทะเบียนบุคคลต่างด้าว แต่มาถูกจับได้ก่อนที่จะถึงจุดหมาย

ทั้งนี้ พลตำรวจโทธนา ชูวงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 กล่าวว่า ขอเตือนไปยังนายจ้างที่ต้องการแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ขอให้เลือกจ้างแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย หากมีการนำเข้าแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายมาเพื่อรอการขึ้นทะเบียน เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการกวดขันจับกุม ปราบปรามอย่างจริงจัง และจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด พร้อมทั้งของประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชนทั่วไป หากพบเห็นหรือทราบเบาะแสการลักลอบนำแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย หรือมีการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าว ขอให้ท่านแจ้งได้ที่ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ท่านไว้วางใจเพื่อจะได้ช่วยกันป้องกันปราบปรามการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และช่วยกันยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้เดินทางประชุมร่วมกับคณะผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 พร้อมมอบชุดพีพีอีให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อใช้ในการปฏิบัติป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วย

ขณะที่ นายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ได้ชี้แจงถึงกรณีการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายของแรงงานต่างด้าว ว่า เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้สนธิกำลังบูรณการการทำงานร่วมกัน เพื่อป้องกันการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายอย่างเข้มข้นมาโดยตลอด

ซึ่งเมื่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบแรก ท่าน พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้จัดกำลังเฝ้าระวังการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าวตามแนวชายแดนตลอด 24 ชม. รวมทั้งให้บูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง เพื่อสกัดกั้นไม่ให้แรงงานลักลอบข้ามแดนเข้ามาในประเทศได้

ทั้งนี้ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา เราสามารถจับกุมแรงงานต่างด้าว และผู้นำพา รวมทั้งยาเสพติด และสิ่งผิดกฎหมายต่างๆ ได้เป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจาก จ.กาญจนบุรี มีแนวชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นระยะทางยาว จึงทำให้กลุ่มขบวนการสามารถเล็ดลอดไปได้บ้าง ในขณะที่เจ้าหน้าที่ก็ทำงานกันอย่างเต็มความสามารถแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเราก็จะเพิ่มขีดความสามารถและยกระดับในการป้องกันตามแนวชายแดนให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้นไปอีก

กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ขบวนการลักลอบขนแรงงานต่างด้าวระดับชาติ โยงใยไปถึงผู้หลักผู้ใหญ่นั้น ตนขอยืนยันว่า ไม่มี แต่มีขบวนการระดับทีมงานทั้งฝั่งเมียนมาและฝั่งไทย และผู้นำพา มีอยู่เนืองๆ ซึ่งเราก็สามารถจับกุมได้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน ซึ่งเราได้เพิ่มความเข้มข้นในเรื่องนี้เป็นพิเศษ