“บิ๊กหลวง” โกนผม ธำรงวินัย ฉุนผกก.สภ.ภูเขียว ปล่อยราษฎร ตั้งป้ายมิบังควรหน้าโรงพัก

นครราชสีมา- “บิ๊กหลวง” ผบช.ภาค 3 โกนผมธำรงวินัย ฉุนลูกน้อง ผกก.สภ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ ไร้ซึ่งวินัย ปล่อยให้คณะราษฎรภูเขียวตั้งเวทีติดป้ายไม่บังควรหน้าโรงพัก สั่งย้ายขาดตำแหน่ง

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ห้องประชุมสำนักงานตำรวจภูธรภาค 3 นครราชสีมา พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 นครราชสีมา ให้สัมภาษณ์ชี้แจงว่า กรณีเมื่อช่วงเย็นวานนี้ (1 กพ.) มีกลุ่มคนอ้างเป็นคณะราษฎรภูเขียว ได้ทำกิจกรรมที่เป็นการฝ่าฝืนพระราชกำหนด (พ.ร.ก) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินและความผิดอื่นๆ ที่ สภ.ภูเขียว โดยกางเต้นท์พร้อมตั้งเวทีที่บริเวณหน้าบันไดทางเข้าและได้ติดป้ายมีข้อความไม่เหมาะสม ไม่บังควร “ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ #SAVE เมียนมาร์ บังบริเวณบันไดทางขึ้นแต่ ว่าที่ พ.ต.อ.เพิ่มสุข ศิริพละ ผกก.สภ.ภูเขียว ไร้ซึ่งจิตสำนึก วินัย ขาดแผนเผชิญเหตุ ไม่มีความรับผิดชอบโดยไม่ดำเนินการใดๆ อันเป็นการป้องกันหรือระงับยับยั้งการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายรวมทั้งไม่ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบอีก แสดงถึงการปล่อยปละละเลยต่ออำนาจหน้าที่ ตนได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ฉลอง สุขจันทร์ ผบก.ภ.จ.ชัยภูมิ และผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นได้เดินทางไปที่สภ.ภูเขียว เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. สามารถเจรจา พูดคุยกับกลุ่มผู้ชุมนุมให้ถอดป้ายและรื้อเวทีออกได้เป็นผลสำเร็จ

ทั้งนี้ จึงลงนามในคำสั่งให้ ว่าที่ พ.ต.อ เพิ่มสุข ผกก.สภ.ภูเขียว มาปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 3 โดยขาดจากตำแหน่งและหน้าที่สังกัดเดิมพร้อมให้ พล.ต.ต อภิศักดิ์ เดชะคำภู รองผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 3 เป็นผู้มอบหมายหน้าที่ให้ปฏิบัติ ควบคุม กำกับ ดูแลปกครองบังคับบัญชาข้าราชการตำรวจดังกล่าวจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ ตนได้โกนผมออกเพื่อธำรงวินัย และผู้ใต้บังคับบัญชา ไร้ซึ่งระเบียบ ตำรวจต้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ก่อนหน้านี้ ตนได้กำชับให้สถานีตำรวจในสังกัด สนง.ตำรวภูธรภาค 3 ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ และติดตั้งกล้องซีซีทีวี เราเคารพสิทธิผู้ชุมนุม แต่ต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ในช่วงบ่ายนี้จะเดินทางไป สภ.ภูเขียว เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน และดำเนินคดีกับคณะราษฎรภูเขียวทุกคนทุกข้อหาที่ปรากฏ ซึ่งพื้นที่จ.ชัยภูมิ มีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ระลอกใหม่ รวมสะสม 9 ราย จึงได้ประกาศเป็นเขตควบคุมการแพร่ระบาดโรคติดต่อร้ายแรงด้วย จึงมี 2 ข้อหาคือ ฝ่าฝืน พ.ร.ก ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ โรคติดต่อร้ายแรง มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผบช.ภาค 3 กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้“ประภัตร” ดึงทีมวิจัย ม.นเรศวร นำนวัตกรรมผลิตอาหารสัตว์ ดันเกษตรกรเลี้ยงจิ้งหรีดส่งออก
บทความถัดไปเผยโฉมรองเท้าผ้าใบ ไร้เชือก คู่แรกจาก “ไนกี้”