ไต่สวน’วราเทพ รัตนากร’คดีจำนำข้าว ระบุ’รบ.ยิ่งลักษณ์’เข้มวิธีการตรวจคุณภาพข้าว-ลงทะเบียนชาวนา

19.08.16 | 15:53 น.

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 19 สิงหาคม ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถนนแจ้งวัฒนะ นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะรวม 9 คน ได้ไต่สวนพยานจำเลยนัดที่ 2 คดีโครงการรับจำนำข้าว หมายเลขดำ อม.22/2558 ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท


ทนายความจำเลยนำนายวราเทพ รัตนกร อายุ 52 ปี อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าไต่สวนเพียงปากเดียว สรุปว่า ข้าวที่ชาวนานำมาเข้าโครงการจะมีคิดคำนวณว่ามีข้าวหักหรือไม่ ซึ่งหากมีข้าวหัก ชาวนาจะได้รับเงินไม่เต็มจำนวนที่กำหนดไว้ในการรับจำนำ 15,000 บาทต่อตัน และรัฐบาลไม่รับจำนำข้าวอายุน้อยกว่า 110 วัน โดยวิธีการตรวจสอบข้าวนั้น ณ จุดรับจำนำข้าวเปลือกจะมีเครื่องบดเพื่อตรวจสอบลักษณะและคุณภาพข้าวว่าใช้ได้หรือไม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจจะเป็นผู้รับผิดชอบ โดยไม่ได้นำตัวอย่างข้าวเปลือกที่นำมาจำนำทดลองในห้องปฏิบัติการ พร้อมทั้งยืนยันชาวนาไม่ได้เร่งปลูกข้าวเพื่อจะเข้าสู่โครงการเพราะเป็นไปได้ยาก ขณะที่ชาวนาผู้ที่จะนำเข้ามาจำนำต้องมีการขึ้นทะเบียนเพื่อให้รู้ว่าปลูกข้าวพันธุ์อะไร จำนวนเท่าใด ในพื้นที่ใด แล้วจะมีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ซึ่งไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดที่จะปล่อยให้มีการจำนำข้าวที่ไม่มีคุณภาพเพราะจะต้องมีผู้รับผิดชอบ ส่วนรัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ออกประกาศเรื่องการนำเข้าข้าวจากต่างประเทศนั้นเป็นดำเนินการตามข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือ AFTA ของ WTO (องค์การการค้าโลก) ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติให้นำเข้าข้าวได้เฉพาะบางประเภทในสัดส่วนไม่เกิน 200,000 ตัน โดยประกาศนั้นไม่เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว ส่วนที่ ป.ป.ช.และ สตง. มีหนังสือแจ้งเตือนการทุจริตและเสนอข้อแนะนำโครงการฯ จำเลยก็รับทราบและมอบหมายให้หน่วยงานเกี่ยวข้องปฏิบัติโดยจำเลยติดตามผลและปรับปรุงข้อกำหนดต่างๆ ให้รัดกุมขึ้น ขณะที่พยานก็ได้รับมอบหมายให้ร่วมตรวจสอบตัวเลขของอนุกรรมการปิดบัญชี ที่ระบุผลขาดทุน 3 ฤดูกาล 5.6 แสนล้านบาทเศษนั้น ตัวเลขดังกล่าวไม่ถูกต้องและไม่สมบูรณ์ ใน 2 กรณี คือ อนุฯ ปิดบัญชีได้คิดคำนวณมูลค่าข้าวคงเหลือในบัญชีโดยใช้ราคาเฉลี่ยต่ำสุดที่มาจากราคาต้นทุนซึ่งเป็นราคาที่รับจำนำ, ราคาขาย และราคาที่ขายได้จริง แต่กระทรวงพาณิชย์ให้เสนอใช้ราคาต้นทุนซึ่งมีราคาที่สูงกว่า จะทำให้ตัวเลขขาดทุนน้อยลง และ 2.อตก.กับ อคส. รายงานตัวเลขข้าวแตกต่างกันถึง 2 แสนตัน โดยที่ประชุมตรวจสอบแล้วสุดท้ายพบว่าตัวเลขอ้างข้าวหายไม่เป็นความจริง จึงทำให้ผลขาดทุนลดลง อย่างไรก็ตามรัฐบาลไม่ได้คัดค้านตัวเลขของอนุฯ ปิดบัญชี แต่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับวิธีคำนวณที่ทำให้ตัวเลขแตกต่างกัน สำหรับการควบคุมกรอบวงเงินนั้นเป็นตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ

ขณะที่องค์คณะฯ ยังได้ถามพยานเกี่ยวกับข้อสงสัยในวิธีการรับจำนำข้าว ซึ่งนายวราเทพตอบว่า การรับจำนำข้าวนั้น ชาวนาใช้สิทธิไถ่ถอนข้าวคืนได้ โดยต้องนำเงินพร้อมดอกเบี้ยมาคืนให้ ธกส.แล้วชาวนาจะได้รับข้าวเปลือกของตนเองกลับคืน แต่ปัจจุบันไม่มียุ้งฉางเก็บข้าว ดังนั้นเมื่อรับจำนำข้าวแล้วจะต้องนำข้าวไปสีแปร ซึ่งหากชาวนาจะมาไถ่ถอน ก็จะได้รับข้าวคืนส่วนจะเป็นข้าวชนิดใด ขึ้นอยู่กับตามข้อตกลงที่ ธกส.ทำไว้กับชาวนา

เมื่อศาลถามว่ารัฐบาลมีวิธีตรวจสอบอย่างไรว่ามีการนำข้าวต่างประเทศมารับจำนำด้วยหรือไม่ นายวราเทพชี้แจงย้ำว่า เกษตรกรต้องลงทะเบียนแสดงว่ามีที่ดินทำนา ปลูกข้าวจริง ไม่ใช่มีแค่ที่นา ขณะที่รัฐบาลยังให้มีการตั้งประชาคมโดยมีคนในชุมชนร่วมรับรองว่าชาวนาดังกล่าวปลูกข้าวจริง นอกจากนี้ยังใช้ภาพแผนที่ทางอากาศ เทียบเคียงกับพื้นที่จริงด้วยว่าสามารถปลูกข้าวได้หรือไม่ อีกทั้งกระทรวงกลาโหมยังมีมาตรการให้ทหารร่วมกับตำรวจสกัดกั้นการลอบนำข้าวเขาแม้ว่าขณะนั้นจะมีเพียงข่าวลือ

Advertisement

เมื่อศาลถามย้ำว่า มีการตรวจสอบเกษตรกรทุกรายหรือไม่ นายวราเทพกล่าวว่า ไม่สามารถตรวจได้ทุกรายเพราะมีจำนวนมากที่ร่วมโครงการ แต่มีการสุ่มตรวจ เช่น 25 คน จาก 100 คน โดยยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการสวมสิทธิ