ศาลปกครองชี้ส.สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น 4 สำนวนชนะคดี สั่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ชดใช้ด.บ.เฉียด 4 แสน

แฟ้มภาพ

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ 897/2557 ที่นางศิริรัตน์ เฑียรบุญเลิศรัตน์ ยื่นฟ้องกรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทำละเมิดจากการปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร กรณีที่ นางศิริรัตน์ ผู้ฟ้อง เป็นสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จำกัด มีเงินฝากในบัญชีสหกรณ์ รวม 13,141,955.86 บาท ซึ่งผู้ฟ้อง ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากกรณีที่ไม่อาจลาออกจากสมาชิกเพื่อถอนเงินค่าหุ้น และไม่อาจจะเบิกเงินฝากในสหกรณ์ได้ เนื่องจากมีประกาศสหกรณ์ฯ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2556 งดพิจารณาการลาออก โดยมีการแจ้งผู้ฟ้องและสมาชิกอื่นๆว่า สหกรณ์ขาดสภาพคล่องไม่สามารถดำเนินธุรกรรมการเงินได้ตามปกติ ที่ส่งผลให้สมาชิกไม่สามารถเบิกถอนเงินได้ และมีประกาศสหกรณ์วันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 ชะลอความช่วยเหลือสมาชิกตามความจำเป็นเดือดร้อน โดยสหกรณ์ฯ แจ้งเหตุผลเพียงว่า มีสมาชิกจำนวนหนึ่งร้องขอให้ศาลบังคับตามคำพิพากษาอายัดสิทธิเรียกร้องเงินในบัญชีสหกรณ์ จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาผู้ถูกฟ้อง ชดใช้เงิน 13,141,955.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี


โดยศาลพิเคราะห์ข้อเท็จจริง ประกอบข้อกฎหมายแล้ว เห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 ไม่ได้ใช้อำนาจหน้าที่เพื่อระงับยับยั้งการกระทำที่ไม่ชอบของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ผู้บริหารสหกรณ์ หรือคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์อย่างจริงจัง โดยปล่อยให้มีการกระทำอย่างยาวนานว่า 10 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 แม้ภายหลัง กรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ให้ผู้ตรวจการสหกรณ์เข้าตรวจสอบในปี พ.ศ.2546 แล้วพบว่า สหกรณ์ให้กู้กับบุคคลภายนอกโดยไม่ชอบเป็นจำนวนมาก แล้วให้สหกรณ์เรียกเงินคืนภายใน 60 วัน แต่สหกรณ์ไม่ได้ดำเนินการใดๆ กับการให้กู้ไม่ชอบอย่างต่อเนื่องที่มีเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี พ.ศ.2549 มีการให้กู้ไม่ชอบเป็นเงินสูงถึง 1,370.38 ล้านบาท แล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 – 2554 ยังคงมีการจ่ายเงินให้กับสมาชิกสมทบที่เคยเป็นกลุ่มบุคคลภายนอกกลุ่มเดิมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งที่ไม่มีหุ้นในสหกรณ์ และมีหลักประกันต่ำอีกมากกว่า 2.6 หมื่นล้าบาท โดยปี พ.ศ.2555 ยังจ่ายเงินทดรองให้กับนายศุภชัย นำไปใช้ในกิจธุระส่วนตัวเพียงคนเดียวสูงถึง 3,398.34 ล้านบาท การที่ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ไม่รีบดำเนินการ คงปล่อยให้มีการกระทำที่ไม่ชอบเกิดขึ้นต่อเนื่องกว่า 10 ปี กระทั่งมีสื่อมวลชนได้นำเสนอพฤติกรรมทุจริตมิชอบในสหกรณ์ฯ อย่างแพร่หลายแล้วกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ผู้ถูกฟ้องที่ 2 จึงมีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องที่ 1 เข้าตรวจสอบและควบคุมการดำเนินการของสหกรณ์ฯ จึงมีการสั่งปลดคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ฯ แต่การกระทำนั้นผู้ถูกฟ้องไม่ได้ดำเนินการอย่างเข้มงวดกวดขันตามอำนาจหน้าที่ว่าด้วยสหกรณ์ทั้งที่ผู้สอบบัญชีรายงานการตรวจพบการกระทำที่ไม่ชอบเรื่อยมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 แต่ผู้ถูกฟ้องที่ 1 กลับให้รางวัลประกาศเกียรติคุณนายศุภชัย ผู้บริหารสหกรณ์ ให้เป็นนักสหกรณ์แห่งชาติ และจัดอันดับสหกรณ์ให้เป็นสหกรณ์มาตรฐานในระดับดีเลิศ ประจำปี พ.ศ.2554 ซึ่งเป็นการให้รางวัลที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง และไม่ชอบตามข้อกำหนดในประกาศกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2553 โดยส่งผลให้เกิดความเชื่อถือแล้วปี พ.ศ.2556 นายศุภชัย ได้รับเลือกมาเป็นประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ชุดที่ 29 อีกครั้ง กรณีจึงถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องทั้งสอง ละเลยต่อหน้าที่กฎหมายให้ต้องปฏิบัติ ซึ่งหากได้มีการดำเนินการอย่างเด็ดขาดตั้งแต่ช่วงแรกที่ตรวจพบการทุจริตความเสียหายที่ร้ายแรงย่อมไม่เกิดกับสหกรณ์ฯ รวมทั้งสมาชิกด้วย

ส่วนที่จะต้องชดใช้ผู้ฟ้องจำนวนเท่าใดนั้น ศาลเห็นว่า ความเสียหายเกิดจาก 2 ส่วน คือ การกระทำทุจริตของคณะกรรมการสหกรณ์ฯ กับการละเลยต่อหน้าที่ ของผู้ถูกฟ้องที่ 1 โดยในส่วนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ขณะที่จำนวนเงินค่าหุ้น และเงินฝากที่ผู้ฟ้องไม่สามารถเบิกถอนออกมาได้หมด ยังไม่ถือว่าเป็นความเสียหายแท้จริง เพราะสมาชิอกสหกรณ์จำนวนมากก็ได้ยื่นฟ้องคดีกับสหกรณ์ฯไว้ต่อศาลยุติธรรม ซึ่งศาลมีคำพิพากษาให้ชดใช้เงิน กระทั่งศาลล้มละลายกลาง มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของสหกรณ์ฯแล้ว จึงทำให้ผู้ฟ้องในฐานะเจ้าหนี้ยังมีโอกาสได้เงินคืน ดังนั้นศาลจึงไม่อาจกำหนดค่าเสียหายนี้ได้ คงมีแต่ความเสียหายที่ผู้ฟ้องขาดไร้ประโยชน์จากดอกผลเงินฝากและเงินค่าหุ้นที่ไม่สามารถถอนไปใช้ได้เท่านั้น ซึ่งส่วนนี้เห็นควรกำหนดให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ชำระค่าสินไหมทดแทนนางศิริรัตน์ ผู้ฟ้อง จำนวน 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อย 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ดำเนินการภายใน 90 วันนับจากวันคดีถึงที่สุด


ส่วนกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ผู้ถูกฟ้องที่ 2 ไม่ต้องรับผิดในการร่วมชดใช้ เพราะตามกฎหมายความรับผิดทางละเมิด ผู้ถูกฟ้องที่ 2 ถือเป็นเพียงผู้ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือสนับสนุนงานที่ได้รับมอบหมายในการสอบบัญชี ไม่ใช่มีอำนาจหน้าที่นายทะเบียนสหกรณ์โดยตรง ให้ยกฟ้อง


เช่นกับคดีหมายเลขดำ 879/2557 ที่มีการฟ้องคดีลักษณะเดียวกัน ศาลปกครองกลาง ก็มีคำพิพากษาเห็นควรกำหนดกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ชำระค่าสินไหมทดแทนกับนางภัทราพร เกตุวัฒนเวสน์ ผู้ฟ้องที่ 1จำนวน 20,000 บาท และนางณัฐธยาน์ เกตุวัฒนเวสน์ ผู้ฟ้องที่ 2 จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อย 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ดำเนินการภายใน 90 วันนับจากวันคดีถึงที่สุด


และคดีหมายเลขดำ 899/2557 ศาลปกครองกลาง เห็นควรกำหนดกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ชำระค่าสินไหมทดแทนกับนายชาญชัย จรูญเกียรติกำจร ผู้ฟ้องที่ 1 จำนวน 20,000 บาท , นายชาญกิจ จรูญเกียรติกำจร ผู้ฟ้องที่ 2 จำนวน 25,000 บาท , นางซิวคิ้ม จรูญเกียรติกำจร ผู้ฟ้องที่ 3 จำนวน 100,000 บาท , น.ส.สุวรรณา จรูญกียรติกำจร ผู้ฟ้องที่ 4 จำนวน 1,000 บาท และน.ส.สุกัญญา จรูญเกียรติกำจร ผู้ฟ้องที่ 5 จำนวน 1,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อย 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ดำเนินการภายใน 90 วันนับจากวันคดีถึงที่สุด


รวมทั้งคดีหมายเลขดำ 975/2557 ศาลปกครองกลาง ก็มีคำพิพากษาเห็นควรกำหนดกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ชำระค่าสินไหมทดแทนกับ น.ส.เฉลิมพร โรจน์รัตน์ศิริกุล ผู้ฟ้อง จำนวน 30,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อย 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ดำเนินการภายใน 90 วันนับจากวันคดีถึงที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ตามคดียังไม่สิ้นสุดตามกฎหมาย เนื่องจากฝ่ายกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ยังมีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลปกครองสูงสุด ได้อีกภายในวัน 30 วัน นับจากที่ศาลปกครองชั้นต้น มีคำพิพากษา

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้รวบเเล้ว!! ‘เยาวชน-เด็กชาย’ 2คนร้ายฆ่าสาวเทียมหมกศพยัดใต้เตียง
บทความถัดไปหดหู่! พบศพทารกชายป่ารกวัดศรีบุญเรืองสุนัขคุ้ย ตร.ตรวจวงจรปิดเร่งหาแม่