เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 22 สิงหาคม ที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 2 (บก.น.2) พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. พล.ต.ต.เจริญ ศรีศศลักษณ์ ผบก.น.2 พ.ต.อ.ธีรชัย ชำนาญหมอ ผกก.สส.บก.น.2 และเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.2 ร่วมกันแถลงจับกุมนายคมสันต์ หรือสัน ขัตยะราช อายุ 30 ปี ชาว จ.ลำปาง นางชลทิพย์ชา หรือติ๋ม สุวิหาร อายุ 51 ปี ชาว จ.ขอนแก่น นายกิติกร หรือต้อม กิจชนะ อายุ 32 ปี ชาว จ.ลำปาง และนายเกรียงไกร หรือวุฒิ บุญเป็ง อายุ 25 ปี ชาว จ.ลำปาง พร้อมยาบ้า 874,000 เม็ด ยาไอซ์ 10 กก. รถบัสทะเบียน 32-6506 กรุงเทพมหานคร และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง รวมมูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท โดยจับกุมได้ที่ปั๊มน้ำมันถนนพหลโยธิน ต.หนองน้ำไข่ อ.หนองแค จ.สระบุรี

พ.ต.อ.ธีรชัยกล่าวว่า เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้สืบสวนทราบว่าจะมีขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดชายแดนไทย-ลาว ซุกซ่อนในช่องลับของรถบัสที่ดัดแปลงไว้โดยเฉพาะ มีการลำเลียงยาเสพติดมาประมาณ 4 ปี และเป็นผู้ค้ารายใหญ่ มีนายคมสันต์เป็นหัวหน้าขบวนการย้ายยาเสพติดจากพื้นที่ภาคอีสาน รับยาเสพติดมาจาก อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม จากนั้นจะนำมาบรรจุใส่ในช่องลับที่ดัดแปลงไว้ภายในรถบัส เพื่อซุกซ่อนยาเสพติดโดยเฉพาะ จากนั้นอีก 2 วันจะพากันลำเลียงยาเสพติดไปส่งที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ใช้รถบัสทะเบียน 32-6506 กรุงเทพมหานคร ขนลำเลียง จึงสืบสวนหาข้อมูลจนทราบว่านายคมสันต์มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดจริง จึงเดินทางไปตรวจสอบที่บ้านผักแว่น ต.หนองโก อ.กระนวน จ.ขอนแก่น จากการตรวจสอบพบรถบัสจอดอยู่ที่บ้านของนางชลทิพย์ชา

พ.ต.อ.ธีรชัยกล่าวต่อว่า ต่อมาเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม เวลา 23.30 น. พบว่านายคมสันต์เดินทางไปที่ อ.ท่าอุเทน และในคืนเดียวกัน เวลา 01.30 น. วันที่ 20 สิงหาคม ได้เดินทางกลับมาที่บ้านผักแว่น ต.หนองโก อ.กระนวน จ.ขอนแก่น จึงน่าเชื่อว่านายคมสันต์ได้เดินทางไปรับยาเสพติดตามข้อมูลที่ได้สืบสวน และนำยาเสพติดมาซุกซ่อนไว้ที่บ้านของภรรยา และมีเครือข่ายช่วยกันซุกซ่อนยาเสพติดร่วมเดินทาง โดยมีรถนำทางคอยดูต้นทางด่านตำรวจตลอดเส้นทางไป จ.นราธิวาส ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม เวลา 12.00 น. เจ้าหน้าที่พบว่ารถบัสได้ขับออกจากบ้านผักแว่น จ.ขอนแก่น มาที่ อ.พล จึงเฝ้าติดตามรถบัสถึงปั๊มน้ำมันบริเวณถนนพหลโยธิน ต.หนองไข่น้ำ อ.หนองแค จ.สระบุรี และขอตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมายกับผู้ต้องหาทั้ง 4 คน จากการตรวจค้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจขอตรวจค้นในรถบัส พบว่ามีการดัดแปลงโดยมีแผ่นเหล็กปิดกั้นไว้ ภายในพบยาเสพติดของกลางดังกล่าว
สอบสวนนายคมสันต์รับว่า รับยาเสพติดมาจาก จ.นครพนม แต่ไม่รู้จักคนส่งยาให้ จะติดต่อผ่านทางโทรศัพท์ การขนยาครั้งนี้ได้รับค่าจ้าง 1 ล้านบาท และ 2-3 เดือนจะมีการส่งยาเสพติดครั้งหนึ่ง เพราะต้องรอยาเสพติดแต่ละล็อต ทั้งนี้ในการลำเลียงยาเสพติดทุกครั้งจะมีรถนำขบวนคอยดูต้นทางให้ จะติดต่อกันผ่านโทรศัพท์ หากพบด่านตรวจจราจรทั่วไปจะขับรถผ่านไปตามปกติ แต่หากพบด่านตรวจที่มีความเข้มงวดมากจะเลี่ยงโดยการจอดพักรถไว้ก่อน
ด้าน พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวว่า ขอบคุณชุดจับกุมนำโดย พ.ต.อ.ธีรชัยที่มีไหวพริบจนสามารถตรวจพบยาเสพติดของกลางจำนวนมากที่ผู้ต้องหาซุกซ่อนไว้ภายในรถบัส การขนยาเสพติดได้เปลี่ยนเส้นทางการลำเลียงจากภาคเหนือมายังภาคอีสาน ซึ่งปลอดภัยกว่าและยากต่อการสกัดจับ ส่วนปลายทางอยู่ที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ชายแดนไทย-มาเลเซีย มีฐานลูกค้าจำนวนมาก โดยนายคมสันต์ที่จับกุมได้จะได้รับค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 100,000 บาท และค่าจ้างลำเลียงอีก 1,000,000 บาท แบ่งให้ลูกน้องคนละ 100,000 บาท ทำมานาน 4 ปี เจ้าหน้าที่จะขยายผลดำเนินคดีกับขบวนการต่อไป
เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพ จึงแจ้งข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ยาบ้าและไอซ์ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นำส่งพนักงานสอบสวน บช.ปส.ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

