คุมประพฤติ แจงยิบผู้ต้องหาติดอุปกรณ์EM ถูกจับ ชี้ตำรวจขอพิกัดขยายผลเครือข่ายยา
จากกรณีการขยายผลการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดของ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด(บช.ปส.) โดยเนื้อข่าวได้ระบุชื่อผู้ต้องหา นายอนันต์ สุขโขซึ่งถูกจับขณะติดกำไลอีเอ็มของกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม นายวิตถวัลย์ สุนทรขจิต อธิบดีกรมคุมประพฤติ เปิดเผยว่า จากกรณีดังกล่าวตนได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลพบว่า นายอนันต์ สุขโข เป็นผู้ได้รับการพักการลงโทษ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดชลบุรี ซึ่งจากการตรวจสอบทราบว่า ผู้ต้องหารายนี้ถูกควบคุมตัวจากบ้านพัก เพื่อการขยายผลทางคดี
นายวิตถวัลย์ กล่าวต่อว่า โดยทางกรมคุมประพฤติได้รับการประสานจากทางตำรวจในการขอข้อมูลพิกัดและการเคลื่อนไหวของผู้ต้องหารายนี้ จากการติดอุปกรณ์EM. เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวออกนอกพื้นที่จังหวัดชลบุรี ระบบสัญญานเตือนมาที่ศูนย์EMCC กรมคุมประพฤติ เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์EMCC ได้ประสานงานสำงานคุมประพฤติจังหวัดชลบุรีโดยทันที ทำให้ทราบว่า เป็นการออกนอกพื้นที่โดยการควบคุมตัวของตำรวจ กรมคุมประพฤติมีระบบการบริหารจัดการด้วยเขื่อมโยงระหว่างศูนย์EMCC (Electronic Mornitoring Control Center) กับสำนักงานคุมประพฤติในพื้นที่117 แห่งและมีอาสาสมัครคุมประพฤติเป็นหน่วยในการเฝ้าระวังในระดับชุมชน
นายวิตถวัลย์ กล่าวต่อว่า เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องของสังคมอยากชี้แจงง่า เครื่องมือEM. เป็นการติดตาม เฝ้าระวังผู้กระทำผิดที่ได้รับโอกาสให้ได้กลับไปอยู่ชุมชน ว่าปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมประพฤติหรือไม่ เพื่อให้สังคมมีความมั่นใจในมาตรการดังกล่าว
หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขก็จะได้รับโทษโดยทันที และอาจได้รับโทษเพิ่มขึ้น กรมคุมประพฤติมีความจำเป็นที่ต้องชี้แจง เพิ่มเติมเพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้องในคุณภาพของอุปกรณ์และระบบการติดตาม และมีความมั่นใจว่าอุปกรณ์EM สามารถระบุพิกัดผู้ที่สวมใส่ได้ และมีการแจ้งเตือนเมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้น
นายวิตถวัลย์ กล่าวอีกว่า การติดอุปกรณ์EM ระหว่างถูกคุมประพฤติ เป็นเพียงการควบคุมพื้นที่การเดินทาง หากออกนอกพื้นที่เจ้าหน้าที่ก็จะทราบ แต่ไม่สามารถไปรับรู้ได้ว่าจะติดต่อโทรศัพท์ พูดคุยค้ายาหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ
แต่เมื่อตำรวจขอความร่วมมือมา เราก็ให้ข้อมูล และอยากบอกว่าให้สังคมรับทราบว่า เจ้าหน้าที่เรารับรู้ว่า มีการออกนอกพื้นที่ เมื่อติดต่อไป ก็ทราบเรื่องจากญาติว่าตำรวจนำไปขยาย นี่คือข้อเท็จจริง ไม่ใช่เครื่องมือเราไม่ดีไม่มีประสิทธิภาพ แต่เราพูดไม่ได้ ไม่อยากให้กลายเป็นปัญหาระหว่างหน่วยงานจึงต้องชี้แจงข้อเท็จจริงให้สังคมรับทราบ

