จากกรณีนายพันธ์สุธี มีลือกิจอายุ28 ปี เจ้าของร้านขายอุปกรณ์ประดับยนต์ ในจ.พระนครศรีอยุธยา ถูกคนร้ายลวงทำทีเป็นลูกค้าสั่งซื้อสินค้า ทางเฟสบุ๊ค ขอสำเนาบัตรประชาชน เพื่อยืนยันการส่งสินค้า โดยทางนายพันธ์สุธี ได้ทำการปิดบังหมายเลข13 หลัก จากนั้นคนร้ายได้นำบัตรประชาชนไปปลอมและแฮก์เลข13 หลัก โดยคนร้ายได้ไปแจ้งกับทางทรูว่าซิมหายต้องการขอซิมใหม่ โดยใช้สำเนาบัตรประชาชนปลอมที่ทำขึ้นมา ข้อมูลในบัตรเป็นของตน แต่ภาพเป็นของคนร้าย เมื่อได้ซิมใหม่ก็โทรไปขอรหัสผ่าน K-Mobile Banking กับคอลเซ็นเตอร์โดยใช้ข้อมูลในบัตรประชาชนของตน เมื่อได้รหัสมาคนร้ายก็โอนเงินออกจากบัญชีไปจนหมดรวมทั้งสิ้น จำนวน 986,700 บาท เหลือเงินไปหลอกขอรหัสผ่านแอพพลิเคชั่น K-Mobile Banking โอนเงินจากบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขาบิ๊กซีอยุธยา ไปจนหมดบัญชี บัญชีเพียง 58 บาท เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา ความคืบหน้าล่าสุด
วันที่ 25 ส.ค. ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล ผบก. พ.ต.อ.ภัทรภัทร นุชยวง ผกกงสส.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา ร่วมกันแถลงข่าวผลการจับกุมตัว นายเอกพจน์ หรือเบิ้ล รัตนากร อายุ 29 ปี นายพัฒนรสพงษื หรือต้อม ก้านสนธิ์ อายุ 33 ปี นายสยาม หรืออุ้ม เทืองผล อายุ 18 ปี นายสุริไกร หรือต้น อนุมาตย์ อายุ 30 ปี นายวิศรุต หรือเบส ศุภนาค อายุ 18 ปี นายไนท์ นามสมมุติ อายุ 17 ปี ทั้งหมดเป็นชาว จ.ราชบุรี ในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์และร่วมกันปลอมและใช้เอกสารทางราชการปลอม พร้อมด้วยของการรถยนต์กระบะจำนวน 1 คัน โทรศัพท์มือถือ5 เครื่อง
พล.ต.ต.สุทธิ กล่าวว่ากลุ่มของผู้ต้องหาได้มีการหลอกลวงผู้เสียหายโดยแบ่งหน้าที่กัน นายไนท์ นามสมมุติ ได้ใช้เฟสบุ๊คติดต่อกับผู้เสียหาย ติดต่อขอซื้อสินค้า ได้ขอบัตรประชาชน และหมายเลขบัญชี จากนั้นได้โทรไปที่ธนาคารเพื่อสอบถามยอดเงินในบัญชีของผู้เสียหาย แล้วไปโทรติดต่อค่ายโทรศัพท์ของผู้เสียหายเพื่อแจ้งระงับสัญญาณ และขอซิมใหม่ จากนั้นให้นายวิศรุต ปลอมสำเนาบัตรประชาชนโดยใช้การถ่ายเอกสารเปลี่ยนใบหน้าของผู้เสียมาเป็นของตนนายสยาม ให้ไปซิมใหม่ เมื่อได้ซิมมาใหม่นายไนท์ ได้ทำการโทรไปที่คอลเซ็นเตอร์ธนาคาร เพื่อขอรหัสผ่านใหม่ ส่วนนายสุรไกร ทำหน้าที่เปิดบัญชี เพื่อรอรับการโอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหาย นายเอกพจน์ ทำหน้าที่ขับรถยนต์กระบะไปเปลี่ยนซิมและกดเงินตามตู้เอทีเอ็มต่างๆ จากนั้นได้แบ่งเงินกันตามสัดส่วน จนกระทั้งมาถูกจับกุมตัว โดยการสืบสวนจับกุมตัวในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากทางธนาคาร และบริษัทค่ายมือถือ ที่ให้ข้ออมูลเรื่องของภาพกล้องวงจรปิดและเทคโนโลยี่ต่างๆ จนสมารถติดตามจับกุมคนร้ายได้ ในส่วนของการสืบสวนว่าหมายเลข13 หลักของผู้เสียหายได้มาจากไหนอย่างไร อยู่ระหว่างการสืบสวน เป็นข้อมูลเชิงลึก
จึงขอฝากเตือนประชาชนโดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าที่ขายสินค้าออนไลน์ ทางเฟสบุ๊ค ควรปิดบังข้อมูลส่วนตัวที่เป็นความลับเช่นเลข13 หลัก วันเดือนปีเกิด รวมไปถึงข้อมูลส่วนตัวที่จะปรากฎอยู่ในตัวเฟสบุ๊คหรือ แอพต่างๆ พล.ต.ต.สุทธิ กล่าว
ทางด้านตัวแทนของธนาคารกสิกรไทย ไม่ขอเปิดเผยชื่อได้ กล่าวว่าในส่วนของธนาคารต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สามารถติดตามจับกุมคนร้ายแก๊งนี้ได้ ทางธนาคารได้มีการปรับเปลี่ยนมาตราการในการขอเปลี่ยนรหัสผ่าน K-Mobile Banking ไม่ให้ทำผ่านคอลเซ็นเตอร์ และเพิ่มการตรวจความถูกต้องความชัดเจน ในตัวลูกค้าเพิ่มมากขึ้น
น.ส.ชุติพร บัวเกตุ อายุ 33 ปั เจ้าของร้านประดับยนต์ ในย่านบางใหญ่ จ.นนทบุรี หนึ่งในผุ้เสียหายถูกแก๊งคนร้ายกลุ่มเดียวกัน กล่าวว่าตนเองก็ถุกคนร้ายลักเงินสดไปจากบัญชีธนาคารเป็นจำนวนเงิน 200,000 กว่าบาท วิธีการเดียวกัน ธนาคารเดียวกัน ค่ายโทรศัพท์เดียวกัน ได้แจ้งความไว้แล้ว นอกจากนี้ยังมีผู้เสียหาย อีกสองรายก็ถุกคนร้ายแก๊งเดียวกันนี้ลักเอาเงินสดไปจากบัญชี


