ศาลนครปฐมนัดไกล่เกลี่ย พลทหารร้องอดีตนายทหารเรือล่ามโซ่ ก่อนตกลงไม่ได้ ต้องเลื่อนไป 30 ก.ย.

25.08.16 | 15:10 น.
เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 25 สิงหาคม ที่ห้องพิจารณาคดี 3 ชั้น 2 ศาลแขวงนครปฐม นายชุมพล ชีวินไกรสร ผู้พิพากษาศาลแขวงนครปฐม ขึ้นบัลลังก์ไกล่เกลี่ย (สมานฉันท์) คดีต่อเสรีภาพที่มีพนักงานอัยการศาลแขวงนครปฐม เป็นโจทก์ฟ้อง พล.ร.ต.เบญจพร บวรสุวรรณ อดีตนายทหารเรือเป็นจำเลย มีพลทหารเอนก พลทองวิจิตร ทหารประจำสำนักงานรัฐธรรมนูญทหารเรือเป็นผู้เสียหาย พร้อมนายยศธวิชัย กิมกูล ทนายความ พล.ร.ต.เบญจพร ครอบครัวและทนายความ มาเข้าร่วมเจรจาไกล่เกลี่ยสมานฉันท์ โดยใช้เวลาเจรจาไกล่เกลี่ยกว่า 1 ชั่วโมง แต่ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ และเลื่อนนัดเจรจาไกล่เกลี่ย อีกครั้งในวันที่ 30 กันยายน 2559 เวลา 09.00 น.
ด้านพลทหารเอนกเปิดเผยว่า ที่ผ่านมา ก็ทำงานตามปกติอยู่ที่สำนักงานรัฐธรรมนูญทหารเรือ และปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม  เมื่อศาลนัดให้มาเข้าร่วมการเจรจาไกล่เกลี่ย (สมานฉันท์) ก็เดินทางมาพร้อมบิดาและทนายความเพื่อเข้าร่วมเจรจาไกล่เกลี่ย
ขณะที่นายอรัญทร พลทองวิจิตร อายุ 53 ปี บิดาของพลทหารเอนก (ผู้เสียหาย) กล่าวว่า รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกชาย ที่ถูกผู้บังคับบัญชาล่ามโซ่กับยางรถยนต์ขนาดใหญ่ เพื่อไม่ให้หลบหนีออกจากบ้านพักย่านวัดนครชื่นชุ่ม ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม ซึ่งตนก็เชื่อมั่นในลูกชายของตน ว่าไม่มีเจตนาที่จะให้ร้ายหรือกลั่นแกล้งผู้บังคับบัญชาแต่อย่างใด เพราะว่าลูกชายตนเป็นคนเรียบร้อยไม่เคยมีปัญหาอะไรกับใคร โดยก่อนที่จะมาเป็นทหารเกณฑ์ ก็ทำงานเป็นผู้ช่วยกุ๊ก ร้านอาหารญี่ปุ่น ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลบางนา ซึ่งด้วยลักษณะนิสัยและความประพฤติของลูกชาย ก็ไม่น่าจะมีเหตุที่จะต้องทำเรื่องไม่ดีหรือผิดเพี้ยน จนถึงขั้นต้องถูกล่ามโซ่กันถึงขนาดนั้น
ด้านนายยศธวิชัยกล่าวว่า วันนี้เป็นการนัดพร้อมและเจรจาไกล่เกลี่ย เบื้องต้นยังไม่สามารถตกลงกันได้ ต้องกลับไปปรึกษาหารือกันก่อน เพราะผู้เสียหายยังไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะให้ฝ่ายจำเลยชดใช้ค่าเสียอย่างไร ด้านคดีก็ว่ากันไปตามข้อเท็จจริง ส่วนคดีที่ทางฝ่ายอดีตนายพลแจ้งผู้เสียหายเป็นจำเลยในคดีลักทรัพย์นั้นเนื่องจากผู้เสียหายเป็นทหารจึงได้ขึ้นศาลทหาร เบื้องต้นคาดว่าน่าจะสั่งไม่ฟ้อง ต้องรอผลจากพนักงานสอบสวนก่อน ซึ่งตอนนี้ หนังสือยังมาไม่ถึง
สำหรับข้อหาที่ทางเราได้แจ้งความไว้เบื้องต้นนั้นมีด้วยกัน 3 ข้อหา คือ กักขังหน่วงเหนี่ยว ทำให้สูญเสียอิสรภาพ, หมิ่นประมาท,และข่มขีนใจผู้อื่น แต่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องในข้อหากักขังหน่วง คงฟ้องแค่ข่มขืนใจและทำร้ายร่างกาย
อนึ่ง รับแจ้งทางคนสนิทพลเรือตรีเบญจพร บวรสุวรรณ ว่าทาง พล.ร.ต.เบญจพร ไม่สะดวกที่จะให้ข้อมูล ในเรื่องดังกล่าวและไม่อนุญาตให้บันทึกภาพ