เมื่อวันที่ 19 มีนาคม พระทองอ่อน นิโล ปโล (พระลูกวัด) อายุ 64 ปี จำพรรษาอยู่ที่วัดเขาดินใต้ หมู่ 12 ต.หัวปลวก อ.เสาไห้ จ.สระบุรี เปิดเผยถึงกลลวง หรือกลโกงของกลุ่มมิจฉาชีพที่ร่วมกันเป็นขบวนการ โดยใช้โทรศัพท์หลอกให้โอนเงิน จำนวน 5,000 บาท เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มีนาคม (ช่วงเย็น) เวลาประมาณ 18.00 น.ที่ผ่านมา โดยกลุ่มมิจฉาชีพใช้โทรศัพท์โทรมาหาพระทองอ่อนว่า ลูกชาย (พระทองอ่อน) ขี่จักรยานยนต์ไปชนกันกับลูกชายที่กลุ่มมิจฉาชีพอ้างตัวว่าเป็นพ่อกับคู่กรณีของลูกชายพระทองอ่อน ที่ทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บ บริเวณถนนสุดบรรทัด หน้าสถานีขนส่งสาธารณะจังหวัดสระบุรี (บขส.) กลุ่มมิจฉาชีพพยายามสร้างสถานการณ์โดยใช้เสียงร้องของผู้ที่บาดเจ็บผ่านทางโทรศัพท์ ที่กำลังสนทนากับพระทองอ่อนให้หลงเชื่อ โดยมีเสียงคล้ายเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดจากอุบัติเหตุ
โดยกลุ่มมิจฉาชีพบอกให้พระทองอ่อนรีบโอนเงินในช่วงแรก 10,000 บาท เป็นค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ (ที่มิจฉาชีพอ้าง) ได้รับความเสียหาย และค่ารักษาบาดแผลคู่กรณีของลูกชายพระทองอ่อน ทำให้พระทองอ่อนตกใจเนื่องจากไม่เคยเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ อีกทั้งด้วยความเป็นห่วงลูกชาย แต่พระทองอ่อนบอกไปว่ามีแค่ 5,000 บาท โดย 1 ในกลุ่มมิจฉาชีพพยายามพูดคุยทางโทรศัพท์ โดยไม่เปิดโอกาสให้พระทองอ่อนได้ตรวจสอบไปที่บ้าน ถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับลูกชาย หรือแม้แต่จะวางสายโทรศัพท์เพื่อโทรไปสอบถามญาติๆ จึงหลงกลตกเป็นเหยื่อโอนเงินไปให้กลุ่มมิจฉาชีพ จำนวน 5,000 บาท ชื่อบัญชีธนาคารกรุงไทย น.ส.บัณทนา ยอดเกิด แต่พระทองอ่อนมารู้ตัวว่าถูกหลอกก็ต่อเมื่อหลังวางสายโทรศัพท์จากกลุ่มมิจฉาชีพ พร้อมทั้งได้โอนเงินไปให้กับกลุ่มมิจฉาชีพเรียบร้อยแล้ว
หลังจากนั้นพระทองอ่อนได้โทรศัพท์ไปถามโยมแฟนที่บ้านและให้โยมแฟนขี่จักรยานยนต์ไปดูลูกชาย พร้อมสอบถามความจริงพบว่า ลูกชายยังทำงานอยู่ในโรงงานในพื้นที่อำเภอแก่งคอย โดยไม่ได้ประสบอุบัติเหตุ หรือได้รับอันตรายแต่อย่างใดอย่างที่กลุ่มมิจฉาชีพกล่าวอ้าง พระทองอ่อนได้นำหลักฐานการโอนเงิน 5,000 บาท เข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.เสาไห้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามจับกุมกลุ่มมิจฉาชีพมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
นายสงวนรัฐ เลี้ยงดี อายุ 37 ปี เจ้าของร้านโอนเงินออนไลน์ นำหลักฐานการโอนเงิน จำนวน 5,000 บาท มาแสดงให้ผู้สื่อข่าวเพื่อเป็นหลักฐานว่ามีการโอนเงินไปยัง 1 ในกลุ่มมิจฉาชีพจริง พร้อมทั้งเผยว่า ขณะนั้นตนเองไม่รู้มาก่อนว่าเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว คิดว่าเป็นการโอนเงินตามปกติ จึงไม่เฉลียวใจ จึงโอนเงินไปตามสั่งของลูกค้า แล้วจนมารู้ภายหลังว่าบัญชีดังกล่าวเป็นกลุ่มมิจฉาชีพ ด้านพระทองอ่อนยังบอกอีกว่า เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้รู้เท่าทันกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้โทรศัพท์หลอกลวงตนเองลักษณะนี้ โดยใช้ความทุกข์ความเดือดร้อนจากอุบัติเหตุมาหลอกลวงคนอื่น ตนเองพึ่งจะเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์มาใหม่ไม่ถึงอาทิตย์ก็ไม่รู้ว่ามิจฉาชีพกลุ่มนี้เอาเบอร์ตนเองมาได้อย่างไร จึงขอให้ตำรวจตามจับกุมกลุ่มมิจฉาชีพมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว

