คลื่นระลอกสองคดีลูกนักการเมืองดังม้วนก่อตัวขึ้นอีก หลังศาลฎีกาเเผนกคดีสิ่งแวดล้อมนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา มีคำสั่งให้ย้อนสำนวนคดี หมายเลขดำ อ.3534/2556 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายพรชัย ฟ้าทวีพร ผจก.ห้างหุ้นส่วนเรืองปัญญาคอนสตรัคชั่น, นายสามารถ หรือโกเข็ก เรืองศรี หุ้นส่วน หจก.เรืองปัญญาคอนสตรัคชั่น และนายหน้าขายที่ดิน, นายแทน เทือกสุบรรณ บุตร นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานี หลายสมัย และ นายบรรเจิด เหล่าปิยะสกุล อดีตเลขานุการส่วนตัวของนายสุเทพ เป็นจำเลยที่ 1-4
ในความผิดฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถางป่าหรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองและผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่อสร้าง หรือเผาป่าในที่ดินของรัฐโดยมิได้มีสิทธิครอบครองหรือไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ และ พ.ร.บ.ป่าไม้ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2518 มาตรา 22 ไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาคดีใหม่ตามรูปคดี
จากที่ก่อนหน้านี้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องจำเลยทั้งหมด
ย้อนกลับไปดูคดีนี้ พนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 รับสำนวนการสอบสวนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มาพิจารณาก่อนมีความเห็นพร้อมนำตัวจำเลยทั้ง 4 ไปยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2556 ฟ้องบรรยายพฤติการณ์ สรุปว่า
ระหว่างวันที่ 27 กันยายน 2543-5 ตุลาคม 2544 นายพรชัย เเละนายสามารถ จำเลยที่ 1-2 ร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ทำลาย แผ้วถางป่าเขาแพง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เนื้อที่ 31 ไร่ 2 งาน 97 ตารางวา
ส่วนจำเลยที่ 3-4 ร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ทำลาย แผ้วถางป่าเขาแพง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เนื้อที่ 14 ไร่ ด้วยการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต
จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้โอนการพิจารณาคดีไปยังศาลจังหวัดเกาะสมุย ที่เป็นถิ่นภูมิลำเนาโดยอ้าง ความผิดที่ถูกฟ้องเกิดขึ้นใน ต.แม่น้ำ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี พยานหลักฐานส่วนใหญ่อยู่ที่นั่น จะสะดวกเวลาเรียกพยานมาสืบ
ศาลจึงได้สอบถามอัยการโจทก์ ปรากฏไม่คัดค้านจึงอนุญาตโอนคดีไปตามคำร้อง เเต่หลังจากมีคำสั่งโอนคดี เเต่ไม่นาน ศาลอาญาได้มีคำสั่งเพิกถอนการโอนคดี
โดยให้เหตุว่า ปัจจุบันการสืบพยานในคดีอาญาสามารถสืบพยานผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ได้ในกรณีที่ไม่สามารถนำพยานมาที่ศาลอาญาได้
คดีจึงถูกโอนกลับมาศาลอาญาอีกครั้ง!
จนวันที่ 21 กันยายน 2559 ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่กระทำผิดจริง ให้จำคุกนายพงษ์ชัย และนายสามารถ คนละ 5 ปี ฐานห้ามมิให้ผู้ใด ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าฯ ซึ่งกระทำนั้นได้ทำเกินเนื้อที่ 25 ไร่ อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ
ส่วนนายแทนและนายบรรเจิดมีความผิด ฐานเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่นสร้างและผู้ใด ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่าฯ ให้ลงโทษบทหนักสุดจำคุกคนละ 3 ปี
ในคำพิพากษาระบุอีกว่า “เพราะป่าไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ และเป็นสมบัติที่ล้ำค่าของชาติ ควรที่ประชาชนจะต้องร่วมกันหวงแหน บำรุงรักษาให้อุดมสมบูรณ์เพื่อประโยชน์ ร่วมกัน ไม่ให้เป็นของส่วนตัวแก่ผู้ใด การกระทำของจำเลยทั้งสี่ มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมของดิน น้ำ อากาศ และป่าไม้ทั้งโดยตรงและทางอ้อม อันเป็นต้นเหตุของความแห้งแล้ง และภัยพิบัติจากน้ำป่าไหลหลาก สภาพความผิดของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรงจึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ”
และให้จำเลยและบริวารออกจากที่เกิดเหตุทั้งหมด จำเลยทั้งสี่ได้ยื่นอุทธรณ์สู้คดี
ต่อมาวันที่ 2 ตุลาคม 2561 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับให้ยกฟ้องจำเลย โดยมองว่า การบรรยายฟ้องของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1-2 เป็นเพียงหยิบยกเอาถ้อยคำของตัวบทกฎหมายแต่ละฉบับมาบรรยาย เพื่อให้ครบองค์ประกอบความผิดไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงการกระทำอย่างไรที่ถือว่าเป็นการยึดถือครอบครองป่า ลำพังการเข้าไปในป่าย่อมไม่ทำให้เข้าใจว่าเป็นการยึดถือครอบครอง แผ้วถางหรือกระทำอันเป็นการทำลายป่า จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ได้บรรยายการกระทำที่ให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบ ยกฟ้องจำเลย 1-2
ส่วนคำฟ้องโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3-4 นั้น แม้มีรายละเอียดชัดเจนพอ เเต่การกระทำของ “นายแทน” จำเลยที่ 3 และ “นายบรรเจิด” จำเลยที่ 4 เป็นความผิดหรือไม่นั้น เห็นว่า น.ส.3 ก.ทั้ง 3 แปลง โฉนดที่ดินเลขที่ 28109 ยังไม่ได้ถูกเพิกถอน จำเลยที่ 3 ครอบครองที่ดินโดยสุจริตจนได้รับโฉนดมาโดยชอบ หากการกระทำของพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นความผิด ทำให้แปลไปว่าที่ดินซึ่งราษฎรได้มาโดยชอบนั้นเป็นป่าจริง ก็เป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดว่าจำเลยที่ 3 ขาดเจตนา ที่ศาลชั้นต้นฟังว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 28109 ส่วนที่เกินออกจาก น.ส.3 ก. จำนวน 3 แปลง 14 ไร่เศษเป็นที่ดินรัฐและเป็นพื้นที่ป่านั้นไม่ถูกต้องคลาดเคลื่อน ฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินขณะก่อสร้างนั้น ไม่อาจแปลความได้ว่าเป็นที่ดินของรัฐ เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าขณะที่มีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำและถนนคอนกรีตนั้นในที่ดินทั้ง 3 แปลงดังกล่าวเป็นที่ดินของรัฐ และเป็นป่าตามองค์ประกอบกฎหมาย พยานหลักฐานโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3-4 กระทำผิด
เมื่อมีความสงสัยตามสมควร ยกประโยชน์แห่งความสงสัยพิพากษายกฟ้อง
ผลจึงออกมาแพ้ 1 ชนะ 1 เมื่อคำพิพากษา 2 ศาลขัดกันอัยการโจทก์จึงยื่นฎีกาให้ศาลสูงสุดชี้ขาด
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ศาลฎีกาเห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องระบุถึงฐานความผิดที่ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ อย่างชัดแจ้งและบรรยายฟ้องมีสาระสำคัญว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้บังอาจร่วมกันบุกรุกอันเป็นการทำลายเข้าไปยึดถือครอบครองพื้นที่ป่าที่เกิดเหตุซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ โดยไม่มีสิทธิครอบครอง อันเป็นการบรรยายฟ้องที่ได้ระบุการกระทำข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งเกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยที่ 1, 2 เข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว
ส่วนการกระทำของจำเลยที่ 1 และ 2 จะเป็นความผิดหรือไม่ เป็นรายละเอียดที่จะนำสืบในชั้นพิจารณา ที่ศาลจะวินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1, 2 โดยเห็นว่าเป็นฟ้องที่ไม่ชอบ
โดยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่น แต่กลับข้ามไปพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3, 4 ซึ่งมีความเกี่ยวพันต่อเนื่องเชื่อมโยงกับการกระทำของจำเลยที่ 1, 2 ทั้งที่มูลเหตุของการดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ ก็สืบเนื่องมาจากที่ดินทั้งสามแปลงที่จำเลยที่ 1, 2 นำมาดำเนินการขอออก น.ส.3 ก.
การที่ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1, 2 ต่อไปนั้นอาจเป็นผลให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้การวินิจฉัยคดีไม่เป็นการ “ลักลั่น” และการกำหนดโทษจำเลยทั้งสี่เป็นไปตามลำดับศาล เพราะผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อาจนำไปสู่การจำกัด สิทธิฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
จากคำสั่งดังกล่าวทำให้ผลคดีล่าสุดกลับไปที่ศาลชั้นต้นที่ให้จำคุกจำเลยทั้ง 4 พร้อมคำสั่งศาลฎีกาที่ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ในทุกประเด็นเพื่อป้องกันความ “ลักลั่น”
จึงต้องดูกันยก 2 ใหม่ว่าผลจะออก “หัว” หรือ “ก้อย”?
ต้องลุ้นระทึกกันอีกรอบ

