เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวจากเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีว่าพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับในข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร ประสานขอเข้ามอบตัวต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่า เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาโดยตลอด แต่หลายครั้งก็ไม่สู่การปฏิบัติที่แท้จริงเพราะได้ยินเป็นประจำ แต่ถ้าเป็นเรื่องจริงสักครั้งก็เป็นเรื่องดี ซึ่งจะไม่ทำให้เป็นภาระในเรื่องอื่นๆ ทั้งการที่เจ้าหน้าที่จะต้องไปขอหมายค้น ขอหมายจับ และการใช้กำลังเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้น ซึ่งก็จะทำให้เดือดร้อนชาวบ้านที่จะต้องเข้าไปนั่งภายในวัดพระธรรมกายอีก หากคนๆเดียวเดินเข้ามาเรื่องก็จะจบ ซึ่งพระรูปอื่นก็เข้ามาหมดแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร จากนั้น ก็ไปต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ตนพูดเสมอว่าเรื่องที่เชื่อมโยงกับคดีนี้และฟ้องเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ซึ่งเข้าใช้กระบวนการยุติธรรม แต่คนที่ไปฟ้องเจ้าหน้าที่กลับไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และจะมาเรียกร้องอะไร
พล.อ.ไพบูลย์ ยังกล่าวถึงข้อสักถามกรณีสำนักงานอัยการสูงสุดจะมีการแถลงผลการพิจารณาว่าจะมีความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องในคดีของพระธัมมชโย ในวันที่ 30 สิงหาคมนี้ ว่า ได้รับรายงานจากพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ว่าวันดังกล่าวจะมีพิจารณาคดีของพระธัมมชโย แต่ไม่ทราบว่าจะดำเนินการอย่างไร ส่วนคดีที่พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนไปให้กับทางอัยการนานแล้ว เรื่องดังกล่าว มองว่าเป็นเรื่องของอัยการช่นกัน
“หากพูดในวันนี้ก็คือพนักงานสอบสวนคดีพิเศษต้องไปหาพยานหลักฐานมาให้ได้มากที่สุด ตามที่อัยการได้สั่งให้มีการสอบเพิ่มเติม โดยทั้งฝ่ายบริหารเองก็ถูกศาลถามมาตลอดโดยบางเรื่องเป็นหน้าที่ของหน่วยงานอิสระ เพียงแต่ให้อธิบดีดีเอสไอเข้าไปพูดคุยในประเด็นที่เกี่ยวข้อง และไม่อยากให้เกิดความล่าช้า รวมทั้งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอก็พยายามหาพยานหลักฐานอย่างเต็มที่ แต่ท้ายที่สุดก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของอัยการ” พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว

