องค์การต่อต้านแชร์ลูกโซ่ ร้องยธ. ช่วยเหลือผู้เสียหาย หลังสคบ.ไม่สามารถเอาผิดบริษัทขายตรง

องค์การต่อต้านแชร์ลูกโซ่ ร้องยธ. ช่วยเหลือผู้เสียหาย หลังสคบ.ไม่สามารถเอาผิดบริษัทขายตรง

เมิ่อวันที่ 2 เม.ย. ที่กระทรวงยุติธรรม (แห่งใหม่) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ น.ส.กฤษอนงค์ สุวรรณวงศ์ ผู้ก่อตั้งองค์การต่อต้านแชร์ลูกโซ่และหัวหน้าพรรคมะลิ (เดิม ภาคีเครือข่ายไทย) พาผู้เสียหาย เข้าพบ ว่าที่ ร.ต.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ผอ.กองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

พื่อยื่นเรื่องขอให้ตรวจสอบการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ในฐานะผู้ออกใบอนุญาตให้บริษัทกลุ่มหนึ่งขายตรง ก่อนชักชวนผู้เสียหายร่วมลงทุนแต่ไม่ได้รับเงินปันผล และ ขอให้ตรวจสอบการดำเนินธุรกิจออนไลน์ที่ชักชวนสมัครแพกเกจลงทุนแต่ไม่มีการจดทะเบียนขออนุญาตถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทย

ว่าที่ ร้อยตรีธนกฤต เปิดเผยว่า ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน หลังจากไปร้องเรียนกับบางหน่วยงานแต่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงเข้าร้องเรียนกับกระทรวงยุติธรรม ตนยืนยันและสัญญาว่าจะรับเรื่องความเสียหายมาดำเนินการให้เรียบร้อย และขอย้ำว่าไม่อยากให้ประชาชนหลงเชื่อธุรกิจดังกล่าว ทั้งธุรกิจข้าว กาแฟขายตรง เพราะมักเอาผลตอบแทนจำนวนสูงมาล่อลวง โดยชุดแรก ๆ จะได้เงินตอบแทน แต่หลังจากนั้นผู้ที่ตกเป็นเหยื่อมีทั้งได้เงินช้าลง และไม่ได้สักบาทเดียวก็มี

ว่าที่ ร้อยตรีธนกฤต ยังกล่าวด้วยว่า ได้สั่งการให้ดีเอสไอ เข้าไปสอบสวนหาข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว นอกจากนี้ จะเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้มงวดในการออกเอกสาร หรือใบอนุญาต เพื่อกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าวซ้ำ ส่วนกรณีที่ไปร้องเรียนกับ สคบ. แล้วยังไม่ได้ข้อสรุปนั้น จะให้ดีเอสไอ ทำหนังสือเร่งรัดไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความคืบหน้าทางคดีต่อไป

“วันนี้ผู้เสียหายรวมตัวมาร้องเรียน กระทรวงยุติธรรม ซึ่งมองว่าตัวเองเปรียบเสมือนลูกฟุตบอลที่ถูกเตะไปมา ทางกระทรวงยุติธรรมจึงรับเรื่องไว้ตรวจสอบเพราะผู้เสียหายไม่สบายใจ”

ส่วนกรณีการสร้างแฟลตฟอร์มออนไลน์เพื่อหลอกลวงให้ประชาชนหลงเชื่อ ของบริษัท ซึ่งอ้างว่ามีเครือข่ายอยู่ในต่างประเทศนั้น จากการตรวจสอบพบว่า ไม่ได้มีการจดทะเบียนแต่อย่างใดในประเทศไทย โดยหลังจากนี้ตนจะสั่งการเน้นย้ำให้มีการบูรณการการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มากขึ้น รวมถึงประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้พี่น้องประชาชนตระหนักถึงการลุงทุนในลักษณะดังกล่าว

ด้าน น.ส.กฤษอนงค์  กล่าวต่อว่า กลุ่มผู้เสียหายมาร้องขอให้กระทรวงยุติธรรมตรวจสอบการทำงานของ สคบ. เนื่องจากเป็นผู้ออกใบอนุญาตให้กับบริษัทขายตรงกาแฟและบริษัทจำหน่ายข้าวยี่ห้อหนึ่ง เมื่อผู้เสียหายร่วมลงทุนไปแล้วแต่ไม่ได้รับเงินปันผลตามที่กำหนด ทำให้ประชาชนเกิดความเสียหายจำนวนมาก โดยมูลค่าความเสียหายจากบริษัทขายตรงกาแฟ กว่า 100 ล้านบาท และ บริษัทจำหน่ายข้าวประมาณ 4,000 ล้านบาท

“กลุ่มผู้เสียหายเคยยื่นเรื่อง สคบ. เมื่อ 8 เดือนที่แล้วแต่ไม่ได้รับการเยียวยา อ้างว่า เป็นผู้จำหน่ายอิสระหรือสมาชิกตัวแทนจำหน่าย ไม่ใช่ผู้บริโภคจึงไม่มีสิทธิ์ได้รับการเยียวยาใดๆ ทำให้สมาชิกได้รับผลกระทบทั่วประเทศ จึงมาขอให้กระทรวงยุติธรรมให้ความช่วยเหลือ ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า 2 บริษัทดังกล่าว ขณะนี้ยังเปิดรับสมาชิกอยู่เพราะอ้างว่ามีใบอนุญาตจาก สคบ.”

น.ส.กฤษอนงค์ เผยอีกว่า ส่วนการดำเนินธุรกิจแพลตฟอร์มหนึ่ง เปิดให้มีการเรียนการสอนออนไลน์ ได้รับแจ้งจากประชาชนทั่วไปว่ามีกลุ่มคนเชิญชวนให้สมัครแพกเกจลงทุนในต่างประเทศ อ้างว่า ลงทุนเริ่มต้น 4,000 บาท ให้ผลตอบแทนสูงถึงหลักล้านบาท พบว่า ไม่ได้จดทะเบียนบริษัทในประเทศไทย และมีพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน จึงมาร้องเรียน กระทรวงยุติธรรม ก่อนความเสียหายจะเกิดขึ้น และสร้างเป็นบรรทัดฐานในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยในยุคดิจิทัลต่อไป

ขณะที่นายปิยะศิริ กล่าวว่า ขณะนี้ดีเอสไอได้ตั้งเลขสืบสวนคดีลงทุนธุรกิจข้าวแล้ว ในสัปดาห์หน้าจะสรุปสำนวนเสนอ อธิบดีดีเอสไอ พิจารณาว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ ส่วนการลงทุนในแพลตฟอร์มออนไลน์ เบื้องต้นทราบว่า ธุรกิจดังกล่าวไม่มีการจดทะเบียนธุรกิจในประเทศไทย แต่เปิดระดมทุนในประเทศไทยและอ้างนำเงินไปไปลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งผู้ลงทุนเคยเห็นเอกสารที่แสดงการลงทุนในต่างประเทศหรือไม่

ดังนั้น สัปดาห์หน้าจะหารือกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เกี่ยวกับ พ.ร.ก.ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ทั้งนี้ หลังจากที่กระทรวงยุติธรรมรับเรื่องร้องเรียนและส่งเรื่องมาที่ดีเอสไอแล้ว พนักงานสอบสวนจะเรียกผู้ที่ดำเนินการชักชวนมาชี้แจง เนื่องจากการเชิญชวนบุคคลมาลงทุน โดยอ้างมีการจดทะเบียนธุรกิจนอกราชอาณาจักรจะต้องมีหลักฐานที่แท้จริงมาแสดงต่อดีเอสไอ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon