เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล รองอธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วย นายนิธิต ภูริคุปต์ ผบ.สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ และ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ และรองโฆษกดีเอสไอ ร่วมกันแถลงกรณีแก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอหลอกลวงให้ประชาชนโอนเงินให้คนร้ายผ่านบัตรธนาคารเอทีเอ็ม
พ.ต.อ.ทรงศักดิ์กล่าวว่า สืบเนื่องจากดีเอสไอได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมากว่า มีโทรศัพท์ระบบอัตโนมัติติดต่อเข้ามายังโทรศัพท์มือถือของประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อ โดยอ้างว่าต้นสายจากโทรศัพท์ดังกล่าวมาจากธนาคารพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันแอบอ้างเป็นธนาคารกสิกรไทย และแจ้งว่าวงเงินสินเชื่อที่ขอไว้กับธนาคารได้รับอนุมัติแล้ว และหากเหยื่อสงสัยก็ให้กดหมายเลขศูนย์ เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ จากนั้น เมื่อเหยื่อหลงเชื่อและกดตามเลขที่โทรศัพท์ตามที่คนร้ายอ้าง คนร้ายก็จะเริ่มสร้างเรื่องต่อไปว่า อาจมีบุคคลแอบใช้ข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อไปเปิดบัญชีธนาคารและขอสินเชื่อ จึงขอส่งข้อมูลให้ดีเอสไอตรวจสอบ ก่อนจะวางสายโทรศัพท์ไป
พ.ต.อ.ทรงศักดิ์กล่าวต่อว่า ต่อมาจะมีโทรศัพท์เข้ามาที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของเหยื่อ แสดงหมายเลขเป็น 0-2831-9888 และแอบอ้างตนว่าชื่อ ร.ต.อ.ธวัชชัย อยู่ตระกูล และ พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ อดีตรองอธิบดีดีเอสไอ หรือบุคคลอื่น ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ จากการตรวจสอบในชื่อของ ร.ต.อ.ธวัชชัยนั้น ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของดีเอสไอ ส่วน พ.ต.ท.วรรณพงษ์ มีชื่อเคยทำงานที่ดีเอสไอจริง แต่ไม่มีพฤติการณ์เช่นนี้ จากนั้น คนร้ายสอบถามข้อมูลส่วนตัวเพิ่มเติม รวมทั้งข้อมูลทางการเงินของเหยื่อ ก่อนจะแจ้งว่าเหยื่อถูกลักลอบใช้ข้อมูลส่วนบุคคลไปเปิดบัญชีเพื่อกระทำผิดกฎหมาย และจะย้ำให้เหยื่อไว้วางใจว่าเป็นเจ้าหน้าที่จริง โดยให้โทรศัพท์กลับไปตรวจสอบที่หมายเลข 0-2831-9888 ซึ่งเบอร์โทรศัพท์ดังกล่าวเป็นเบอร์ของดีเอสไอจริง
“คนร้ายจะพูดคุยกับเหยื่อโดยใช้ระยะเวลาสั้นๆ และกระตุ้นให้เหยื่อเกิดความกลัวอยู่ตลอด โดยอาศัยความหวาดกลัวและอ้างว่าเหยื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด และมีการโอนเงินเข้ามายังบัญชีของเหยื่อ จากนั้นจะหลอกให้เหยื่อโอนเงินในจำนวนที่คนร้ายระบุ โอนไปยังบัญชีธนาคารที่คนร้ายระบุ เพื่อมาตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องกับคดีที่คนร้ายระบุหรือไม่ จึงอยากขอเตือนว่าหากประชาชนต้องใช้บัตรเอทีเอ็มคู่กับโทรศัพท์มือถือ ขอให้เชื่อเลยว่าท่านกำลังถูกหลอก” รองอธิบดีดีเอสไอกล่าว

ด้านนายนิธิตกล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของกลุ่มมิจฉาชีพที่ตั้งกลุ่มหลอกลวง โดยการใช้โทรศัพท์สร้างเรื่องและหลอกลวงให้ไปทำธุรกรรมทางเอทีเอ็ม โดยมีรูปแบบการหลอกลวงหลายรูปแบบ และจะแอบอ้างเป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นหน่วยงานด้านการเงินและความมั่นคง เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย กรมสรรพากร เป็นต้น ซึ่งคนร้ายจะใช้โทรศัพท์ผ่านระบบ VOIP ซึ่งสามารถอำพรางให้แสดงเป็นหมายเลขโทรศัพท์ใดก็ได้ให้ปรากฎไปยังโทรศัพท์ของผู้รับสายปลายทาง ทั้งนี้ ในกรณีที่เหยื่อถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกให้ทำธุรกรรมการเงินผ่านบัตรเอทีเอ็ม มีผู้เสียหายมาร้องเรียนดีเอสไอแล้ว 5 เรื่อง เสียหายกว่า 800,000 บาท ซึ่งขณะนี้ดีเอสไออยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกันหรือไม่
พ.ต.ต.วรณันกล่าวว่า จึงอยากขอเตือนประชาชนว่า 1.ดีเอสไอไม่มีการให้เจ้าหน้าที่โทรศัพท์ติดต่อพยานหรือบุคคลใด แล้วให้ไปดำเนินธุรกรรมทางการเงินที่ตู้เอทีเอ็มหรือธนาคารพาณิชย์ด้วยตนเอง หากเป็นกรณีที่เป็นทรัพย์เกี่ยวกับการกระทำความผิด ดีเอสไอมีอำนาจตามกฎหมายที่จะยึดหรืออายัดไว้เพื่อการตรวจสอบด้วยตนเอง และจะมีหมายหรือหนังสือเชิญพยานหรือบุคคลใดมาให้ปากคำประกอบการยึดหรืออายัดทรัพย์ดังกล่าวที่ดีเอสไอเท่านั้น และ 2.ขอแจ้งเตือนไปยังกลุ่มบุคคลที่ทำหน้าที่วิ่งถอนเงินตามบัญชีที่มีการโอนเงินของเหยื่อเข้าไป และกลุ่มคนที่นำเอกสารระบุตัวตนของตนไปเปิดบัญชี หรือให้สำเนาเอกสารกับบุคคลอื่นไปเปิดบัญชี เพื่อรับโอนเงินจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ว่า หากมีการสอบสวนดำเนินคดี คนกลุ่มนี้อาจตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกันกระทำความผิด หรือถูกดำเนินคดีฐานสนับสนุนการกระทำความผิด ซึ่งในเรื่องนี้เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน แสดงตนเป็นคนอื่น ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ฝากถอนเงินอัตโนมัติไปถอนเงินโดยใช้บัตรผู้อื่นโดยมิชอบ และฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรเพื่อการฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญาด้วย


