เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2559 ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีคนร้ายเข้าไปลักขโมยอาวุธปืนที่เก็บไว้ภายในพิพิธภัณฑ์วีระไทยเฉลิมพระเกียรติพระชนมายุ 72 พรรษา (พิพิธภัณฑ์พ่อจ่าดำ) ภายในค่ายวชิราวุธ กองทัพภาค 4 หายไปจำนวน 2 กระบอก จึงเข้าตรวจสอบที่บริเวณพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว ซึ่งตั้งอยู่ข้างอนุสาวรีย์วีระไทย (พ่อจ่าดำ) อาคารดังกล่าวเป็นอาคารชั้นเดียว 3 คูหา ภายในตัวอาคารห้องกลางจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ไว้สำหรับเก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ชนิดต่างๆ ครั้งสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งพบว่าอาวุธปืนที่ติดโชว์อยู่บริเวณฝาผนังและแท่นกลางห้องหายไปจำนวน 2 กระบอก และอาวุธปืนอีก 1 กระบอก ที่คนร้ายได้ปลดลงมาแล้วแต่ไม่ได้นำเอาไป
จากการสอบถามพลทหารเวรยามเฝ้าพิพิธภัณฑ์ทราบว่า ในช่วงเช้าของวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา ตนได้เข้ามาเปิดห้องพิพิธภัณฑ์เพื่อเข้ามาทำความสะอาด สังเกตเห็นว่าปืนที่โชว์อยู่หายไป จึงแจ้งให้ จ.ส.อ.เรวัตร เฟื่องขจร ผบ.หมู่แผนที่ ประจำกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 150 ค่ายวชิราวุธ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของตนเองทราบ เพื่อให้เข้ามาทำการตรวจสอบโดยด่วน ภายหลัง จ.ส.อ.เรวัตรทราบเรื่องจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น และต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ
จากการตรวจสอบในที่เกิดพบว่าคนร้ายได้แอบปีนเข้าทางหน้าต่างด้านข้างตัวอาคาร เข้าไปยังภายใน แล้วใช้ไขควงขันนอตที่ยึดกับตัวปืนออกจากผนัง ก่อนขนย้ายอาวุธปืนหลบหนีออกไป โดยคนร้ายได้ทิ้งร่องรอยลายนิ้วมือไว้เป็นจำนวนมาก พร้อมกับรองเท้ายาง 1 คู่ ไว้ด้านนอก ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าคนร้ายต้องเป็นคนในพื้นที่ มีความชำนาญเป็นอย่างดี และเคยเข้าออกตัวพิพิธภัณฑ์อยู่บ่อยครั้ง จึงใช้โอกาสปลดกลอนหน้าต่างทิ้งไว้ ก่อนหาจังหวะและโอกาสที่เหมาะสมเข้ามาขโมยของด้านใน ประกอบกับบริเวณดังกล่าวไม่ได้มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดและอุปกรณ์ที่ให้แสงสว่างแต่อย่างใด
จากคำให้การของ จ.ส.อ.เรวัตร ทราบว่าช่วงระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมาไม่เคยเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ทุกวันจะมีตนและทหารเกณฑ์เฝ้าอยู่ สลับกันเข้าเวร เช้า ค่ำ และส่วนใหญ่ตัวพิพิธภัณฑ์เองจะเปิดเป็นช่วงโอกาสให้เข้าชม หรือมีคณะราชการหรือนักเรียนนักศึกษา มีหนังสือขอเข้าชมก็จะเปิดให้ แต่ช่วงระยะหลังพื้นที่ดังกล่าวได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างเป็นอุทยาน (พ่อจ่าดำ) ตัวพิพิธภัณฑ์เองจึงไม่ได้เปิดให้รับชมแต่อย่างใด เนื่องจากบริเวณโดยรอบไม่เรียบร้อย มีเพียงแต่แรงงานไทยและพม่า ที่ตั้งแคมป์อยู่ซึ่งห่างออกไปจากจุดเกิดเหตุประมาณ 150 เมตร ประกอบกับคำให้การของพลทหารว่า ช่วง 1 สัปดาห์ก่อนคืนเกิดเหตุ มักมีกลุ่มเด็กวัยรุ่นเป็นจำนวนมากมักมาจับโปเกมอน ยามกลางดึกทุกคืน แต่ก็ไม่ได้มีสิ่งผิดปกติใดๆ เนื่องจากมาในช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น
สำหรับอาวุธปืนที่หายไปเป็นปืนชนิด “ปืนเล็กยาว” ที่ได้รับมอบมาจากกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 105 (กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 15) ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ใช้ในช่วงระหว่างเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ครั้งที่ทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกที่บ้านท่าแพ ต.ปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2484 และปืนเล็กสั้นแบบ 47 จำนวน 5 นัด (ปลส.) ประเภทอาวุธประจำกาย ลำกล้อง 8 มม. มีลักษณะคล้ายๆ ปืนลุกซอง 5 นัด สภาพใช้การได้
ทั้งนี้ ภายหลังที่ชาวบ้านทราบเรื่อง ต่างมาจุดธูปจุดเทียนบนบานสานกล่าว ขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขององค์พ่อจ่าดำให้คนร้ายนำอาวุธปืนกลับมาคืน พร้อมกับสาปแช่งหากไม่นำมาคืนขอให้มีอันเป็นไปใน 3 วัน 7 วัน

