รพ.เจ้าพระยายมราช จ่อฟ้องกลับสาววัย 21 อ้างทำศพลูกหาย ตรวจสอบไม่มีเอกสารรักษา

21.05.21 | 21:42 น.

วันที่ 21 พฤษภาคม 2564 ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช ตึกอำนวยการ ชั้น 10 ทางรพ.ได้มีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน กรณีนายเกรียงไกร สุภีทรัพย์ อายุ 30 ปี และ น.ส.กรกนก เพิ่มหิรัญ อายุ 21 ปี ได้มาตามหาศพลูก โดยได้กล่าวอ้างว่าศพลูกหายไป โดยมีการไปลงบันทึกประจำวัน ที่สภ.เมือง วันที่ 20 พ.ค.64 เวลา 19.41 น. โดย น.ส.กรกนก เพิ่มหิรัญ อายุ 21 ปี อยู่บ้านเลขที่ 16 หมู่ 3 ถนนขุนช้าง ต.องครักษ์ อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรีว่า ศพบุตรชายตนหายไป โดยแจ้งว่าเมื่อวันที่ 11 พ ค. 2564 ตนได้คลอดบุตรแฝดชายและหญิงที่ ร.พ.บางปลาม้า ต่อมาบุตรฝาแฝด ที่เป็นผู้ชาย มีน้ำหนักนัอยทาง ร.พ.บางปลาม้า จึงแนะนำให้ส่งมาอบที่ รพ.เจ้าพระยายมราช จนถึงวันที่ 17 พ.ค. ทาง ร.พ.แจ้งมาว่า เด็กหัวใจเต้นผิดจังหวัดและหยุดหายใจ

อ่านข่าว งงเต้ก! สาวโวยร่างลูกหายจากโลง หมอเปิดผลตรวจ ไร้ร่องรอยการท้อง

จนมาถึงวันที่ 18 พ.ค. ทาง ร.พ. แจ้งว่า เด็กได้เสียชีวิตแล้ว ผู้แจ้งจึงได้มารับศพบุตรชายของตน เมื่อวันที่ 20 พ.ค. ตอนเวลา 16.00 น โดยได้ไปรับที่ ชั้น 3 ห้องเด็ก จากนั้นพยาบาลก็นำให้ผู้แจ้งไปรับศพซึ่งถูกห่อผ้าอย่างมิดชิด จึงได้เดินทางนำศพไปบำเพ็ญกุศล ที่วัดสวนแตง เมื่อมาถึง ทางพระภิกษุ ที่ได้นิมนต์ไว้ ได้เปิดโลงเพื่อจะโยงสายสิญจ์ เตรียมทำพิธี แต่เมื่อแกะห่อผ้าที่พันมาลักษณะคล้ายเหมือนมีศพเด็กอยู่ภายใน แต่กลับไม่พบศพบุตรชายของตน จึงเกิดความสงสัยคิดว่าเหตุใด ทำไมทางโรงพยาบาล จึงไม่นำร่างของบุตรชายมาให้ จึงมาแจ้งความลงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน และผู้แจ้งทราบอีกว่าได้มีการประสานจะชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 500,000 บาท จากทาง ร.พ.เจ้าพระยายมราช ผู้แจ้งยังติดใจสาเหตุแห่งการตาย แต่ประสงค์ที่จะนำศพบุตรของตนมาบำเพ็ญกุศลตามประเพณี จึงมาแจ้งไว้เป็นหลักฐานเพื่อ ที่จะประสานกับทาง ร.พ.ต่อไป

ต่อมาทาง น.ส.กรกนก รวมถึงบรรดาญาติ ได้เดินทางมาที่รพ. โดยได้นำโลงศพขึ้นท้ายรถยนต์กระบะ ไปจอดที่ข้างรพ. เพื่อมาทวงถามติดตามศพลูกที่หายไป โดยมีการไลฟ์สดไปด้วย จนมีการแชร์ออกไปในโลกโซ เชียลอย่างรวดเร็ว และ ต่อว่าโรงพยาบาล ในทางเสียหาย ซึ่งทางจนท.รพ.ได้เชิญพ่อแม่เด็กมาสอบถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นและตรวจสอบข้อเท็จจริงไปยัง รพ.บางปลาม้า ซึ่งได้รับการยืนยันว่าในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่มีการรับทำคลอดเด็กเลย และไม่มีการทำเรื่องส่งตัวเด็กมารักษาต่อที่ รพ.เจ้าพระยายมราช และทาง รพ.ก็ไม่มีประวัติการรับผู้ป่วย และประวัติการรักษาแต่อย่างใด จากนั้นเพื่อความสบายใจ ของฝ่ายครอบครัว ทางรพ.เจ้าพระยายมราช ได้ให้พ่อแม่เด็กไปดูกล้องวงจรปิด ในช่วงเวลาที่กล่าวอ้างว่า มารับร่างเด็ก แต่ก็ไม่พบภาพของแม่ที่กล่าวอ้างว่าขึ้นไปรับศพลูก ที่แผนกกุมารเวช ชั้น 3 ของ รพ.แต่อย่างใด มีเพียงภาพรถของพ่อเด็กที่ขับรถวนเข้ามาใน รพ. ที่บอกว่ามารับภรรยาที่อุ้มร่างลูกมารออยู่ที่ประตูทางออกของ รพ. และมีแม่เด็กยืนสะพายกระเป๋าอุ้มห่อผ้าอยู่และเดินขึ้นรถ และได้ให้ขึ้นไปดูที่ห้องเด็กที่ทางแม่ว่า ลูกสาวคู่แฝดอีกคนอยู่ แต่ก็ไม่พบและไม่มีรายชื่อเด็กหญิงอยู่ในห้องนั้น ส่วนรูปภาพแฝดเด็กหญิงอีกคนที่ทางแม่อ้างว่า ได้ให้พยาบาล เข้าไปถ่ายรูปโดนใช้มือถือของตนเอาเข้าไปถ่ายนั้นจากการตรวจสอบพบว่าเป็นรูปมาจากอินเตอร์เน็ต

โดยวันนี้รพ.เจ้าพระยายมราช ได้ออกแถลงข่าวในเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยมี นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นายแพทย์พงษ์นรินทร์ ชาติรังสรรค์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช นพ.อนุพันธ์ หวลบุตตา รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ และ ทีมแพทย์ พยาบาล ทั้งสอง รพ. ได้มาชี้แจงข้อเท็จจริง

Advertisement

ด้าน นพ.อนุพันธ์ หวลบุตตา รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบประวัติการเข้าการรักษาและคลอดลูก ได้ตรวจสอบไปที่ รพ.บางปลาม้าแล้ว พบว่า วันที่ 10 พ.ค. ทางน.ส.กรกนก ได้เดินทางเข้ามารักษาที่ รพ.บางปลาม้า ด้วยอาการปวดท้อง ตกขาว และกระดูกอุ้งเชิงกรานอักเสพ แต่ไม่มีประวัติการฝากท้อง และมาคลอดบุตรแฝด และในวันที่ 11 พ.ค. ที่แจ้งว่าไปคลอดลูก ในวันนั้นก็ไม่การทำคลอด และไม่มีเอกสารการติดต่อ ส่งตัวตัวเด็กเพื่อมารับการรักษาต่อที่ รพ.เจ้าพระยายมราช และ ที่ รพ.เจ้าพระยายมราช ก็ไม่มีการรับรักษาเด็ก ซึ่งหากการที่แม่กล่าวอ้างเด็กตาย มารับศพที่ชั้น 3 ก็ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะตามระเบียบต้องมารับศพที่ห้องปลายฟ้า ซึ่งก็ไม่พบการมารับศพแต่อย่างใด รวมถึงภาพบางอย่างที่มีการกล่าวอ้าง พบว่าเป็นภาพที่มีในอินเตอร์เนตด้วย และการส่งตัวมารักษาต่อนั้นตามระเบียบต้องมีการส่งเอกสาร การตรวจของแพทย์จาก รพ.ต้นทาง มาให้ก่อน และก่อนมาก็ต้องมีการโทรผ่านระบบการส่งต่อเพื่อทาง รพ.ปลายทางจะได้ประสานแพทย์ จากนั้นจึงจะแจ้งให้ทาง รพ.ต้นทาง นำรถ รพ.มาส่ง โดยต้องมี ญาติมาด้วย ในเหตุฉุกเฉิน และก็จะมาการลงบันทึกในระบบเวชทะเบียนเพื่อบันทึกหลักฐานเก็บไว้

นายแพทย์ วรท สัตยาวุฒิพงศ์ แพทย์โรงพยาบาลบางปลาม้า ยืนยันว่าผู้หญิงที่อ้างเป็นแม่เด็ก เข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลบางปลาม้าจริง ในวันที่10 พ.ค.ที่ผ่านมา แต่เป็นการรักษาอาการติดเชื้อในท่อปัสสาวะ หรืออาการ ตกขาว และอาการอุ้งเชิงกรานอักเสบ จึงให้ยาฆ่าเชื้อพร้อมกับตรวจปัสสาวะว่ามีการตั้งครรภ์หรือไม่ ก็พบว่าไม่มีการตั้งครรภ์หรือคลอดบุตรมาก่อน จึงให้คนไข้กลับไปพักฟื้นที่บ้านก่อนที่ วันที่ 11 พ.ค. หญิงคนดังกล่าวจะกลับมาอีกด้วยอาการเดิม จึงให้แอดมิดนอนโรงพยาบาลเพื่อดูอาการจนถึงวันที่ 14 พ.ค. ก็ให้กลับบ้านไป ยืนยันว่าไม่มีการฝากครรภ์ หรือ คลอดที่โรงพยาบาลแห่งนี้ และประกอบกับช่วงนี้สถานการณ์โควิด 19 ห้องคลอดโรงพยาบาลปิด และถ้าเป็นครรภ์แฝดทาง รพ.บางปลาม้า เป็นเพียงโรงพยาบาลศูนย์จะไม่รับคลอดครรภ์แฝด ตรงกับข้อมูลของโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราชที่ไม่พบการส่งต่อผู้ป่วยและเด็กแรกคลอดมาทำการรักษาที่โรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค. และจากวงจรปิดก็ไม่พบว่ามีรถพยาบาลโรงพยาบาลบางปลาม้าเข้ามาในโรงพยาบาลแต่อย่างใด

ด้าน จนท.ฝ่ายประชาสัมพันธ์ รพ.เจ้าพระยายมราช ได้ชี้แจงว่า ส่วนที่พ่อแม่เด็กอ้างว่าได้มีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลโทรศัพท์ติดต่อให้มารับศพนั้นทางโรงพยาบาลได้นำเบอร์ดังกล่าวมาตรวจสอบ พร้อมโทรศัพท์กลับไปพบว่า เบอร์หนึ่งเป็น ของบริษัท (ทีโอที) เบอร์ 035-535006 ส่วนอีกเบอร์ซึ่งเป็นเบอร์มือถือ 064-2518836 ซึ่งพยายามติดต่อแต่ ก็ไม่มีคนรับสาย และยืนยันว่าไม่ใช่เบอร์ รพ.แต่อย่างใด

และ ตามหลักการในการรับศพจะไม่มีการโทรศัพท์แจ้งหลังผู้ป่วยเสียชีวิตแต่จะมีการแจ้งก่อนทุกครั้ง และขั้นตอนการรับศพนั้น ญาติผู้เสียชีวิตจะต้องเอาเอกสารมาส่งที่ห้องเก็บศพติดต่อรับศพ ไม่ได้ติดต่อที่แผนกเด็กทารกแรกเกิดตามที่แม่เด็กอ้าง ซึ่งจากการตรวจสอบวงจรปิดก็ไม่พบแม่เด็กขึ้นไปบนชั้น 3 ของโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์ที่รับผิดชอบก็ไม่พบเด็กแฝด ชายหญิงมานอนรักษาตัวที่แผนกตามที่ถูกกล่าวอ้างอีกด้วย ส่วนเรื่องการจ่ายเงิน 5 แสนบาทที่พ่อแม่เด็กกล่าวอ้างนั้นก็ไม่เป็นเรื่องจริง อีกทั้งทางรพ.ก็ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย

ด้าน นายแพทย์พงษ์นรินทร์ ชาติรังสรรค์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช นี้ ยังไม่เข้าใจเหตุผลว่าทั้งคู่ต้องการอะไรจากการเรียกร้อง ทางทีมแพทย์ พยาบาล เราทุกคนทำงานกันอย่างเต็มที่ ยิ่งในสถานการณ์แบบนี้ โควิด 19 เราต้องดูแลผู้ป่วย และ ทางรพ.ก็มีหลักการในรับการรับดูแลผู้ป่วย มีการดำเนินการตามขั้นตอน อย่างดีในทุกระบบ มีจรรยาบรรณในวิชาชีพ ซึ่งกรณีนี้อาจเป็นกรณีที่เราไม่เข้าใจว่าต้องการอะไร ซึ่งหากมีอาการป่วยจิตเวชก็อยากรักษาอาการ โดยต้องมีการตรวจจากแพทย์เฉพาะทาง จากการกระทำดังกล่าวทำให้วิชาชีพแพทย์เสียหาย โรงพยาบาลก็เสียหาย ตอนนี้ก็ได้ให้ขวัญกำลังใจทีมแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ทุกคน ขณะนี้ให้ทางทีมกฎหมายของรพ. ได้ดำเนินการตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และ แจ้งความเท็จ ซึ่งจะดำเนินการต่อไป