สกู๊ปหน้า 1 : ย้อนรอยจับ‘ลุงพล’ ไขปมคดี‘น้องชมพู่’
เป็นข่าวดังกลบศึกอภิปรายงบ 2565 ในสภาไปทันที เมื่อศาลจังหวัดมุกดาหารออกหมายจับ นายไชย์พล วิภา หรือ “ลุงพล” ผู้ต้องหาในคดีการเสียชีวิตของ “น้องชมพู่” หรือ ด.ญ.อรวรรณ วงศ์ศรีชา เด็กหญิงวัย 3 ปี
ในข้อหาพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันควร, ทอดทิ้งเด็กอายุไม่เกินเก้าปีเพื่อให้เด็กนั้นพ้นไปเสียจากตน โดยประการที่ทำให้เด็กนั้นปราศจากผู้ดูแล เป็นเหตุให้เด็กถึงแก่ความตาย และกระทำการใดๆ แก่ศพหรือสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้นในประการที่น่าจะทำให้การชันสูตรพลิกศพหรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไป
ย้อนเหตุการณ์ไปเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2563 ที่ “น้องชมพู่” หายตัวอย่างปริศนาจากหน้าบ้านใน ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ครอบครัวและชาวบ้านช่วยกัน ตามหาตลอดทั้งคืนแต่ไม่พบ รุ่งขึ้นเจ้าหน้าที่และชาวบ้านปิดล้อมพื้นที่สวนป่ายางพารา รวมถึงพื้นที่ป่าเขาภูผาน้อย ในรัศมี 5 กิโลเมตร แต่ยังไม่มีวี่แวว
กระทั่งวันที่ 14 พฤษภาคม มีผู้พบเบาะแสรองเท้าเด็กสีเขียวกลางป่า เจ้าหน้าที่เดินมุ่งหน้าตรวจสอบจุดที่พบ ต่อมาช่วงค่ำชาวบ้านพบศพ “น้องชมพู่” ในสภาพเปลือยอยู่บนภูเหล็กไฟ โดยหนึ่งในชาวบ้านที่พบศพคือ “ลุงพล” ซึ่งเป็นลุงของ “น้องชมพู่”
จากนั้นนำศพไปชันสูตรที่ รพ.ใน จ.อุบลราชธานี ไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายหรือการล่วงละเมิดทางเพศ แต่ไม่สามารถระบุสาเหตุการตายได้เนื่องจากสภาพศพเริ่มเน่า
ต่อมา พ่อแม่ “น้องชมพู่” ขอส่งศพไปชันสูตรศพอีกครั้งที่สถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ โดยแพทย์พบร่องรอยถูกทำร้าย ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องปูพรมระดมหาพยานหลักฐานในจุดที่พบศพ และพบหลักฐาน หลายชิ้นที่ถูกทำลาย
จากนั้นตำรวจลุยสอบปากคำครอบครัว ญาติ ผู้ใกล้ชิด และชาวบ้าน เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งตัวละครที่เป็นผู้ต้องสงสัยมากที่สุดคือ “ลุงพล” แต่เจ้าตัวยืนยันมาตลอดถึงความบริสุทธิ์
ขณะที่สื่อมวลชนตามติดคดีนี้แทบทุกวัน บางสื่อลงไปปักหลักในหมู่บ้าน เกาะติดหนึบรายงานข่าวทุกวัน บวกกับการออกข่าวทางสื่อออนไลน์ในแง่มุมที่นอกเหนือจากตัวคดี ลงลึกรายละเอียดบุคคล ทำให้ลุงพลเป็นที่รู้จักในวงกว้าง มีแฟนคลับสนับสนุน กลายเป็น “เซเลบ” เกิดการต่อยอดไปสู่การโฆษณาสินค้า กิจกรรมทางการตลาด ร้องเพลง แม้กระทั่งจะสร้างเป็นภาพยนตร์ ทำให้ลุงพลมีรายได้จากการที่กลายเป็น “คนดัง” มากพอสมควรในช่วงคดียังไม่คลี่คลาย
เวลาผ่านไปปีเศษ ทางตำรวจที่ยังติดตามคดีอย่างต่อเนื่อง โดยใช้นักสืบมือฉมังจากหลายหน่วย มี “บิ๊กปั๊ด” พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน รวมทั้ง พล.ต.ท.ยรรยง เวชโอสถ ผบช.ภ.4, พล.ต.ต.อรรคพงศ์ พิมลศิริ รอง ผบช.ภ.4, พล.ต.ต.ณัฐนนท์ ประชุม ผบก.สส.ภ.4, พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบก.สส.ภ.7, พ.ต.อ.ชัชชัย วงศ์สุนะ รอง ผบก.ภ.จว.มุกดาหาร, พ.ต.อ.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบก.ปส.3, พ.ต.อ.กิตติพงษ์ จิตรคาม ผกก.สส.3 บก.สส.ภ.4, พ.ต.อ.วิจิตร บุญวรรณ ผกก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร, พ.ต.อ.เผด็จ งามละม่อม ผกก.สส.1 บก.สส.บช.น., พ.ต.อ.เทพพนม สุวรรณรัตน์ ผกก.สส.3 บก.สส.ภ.8, พ.ต.ท.พูนสุข เตชะประเสริฐพร รอง ผกก.สส.1 บก.สส.ภ.1, พ.ต.ท.สุริยา นภกรีกำแหง สวญ.สภ.กกตูม จว.มุกดาหาร, พ.ต.ท.เจด็จ ปรีพูล รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.เมืองมุกดาหาร ร่วมกันคลี่คลายคดี
ทั้งนี้ มีการสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง 384 ปาก และสอบปากคำเข้าสำนวนการสอบสวน 120 ปาก สอบปากคำพยานผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ และพยานผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ 31 ปาก
รวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นพยานวัตถุจากจุดเกิดเหตุที่น้องชมพู่ถูกนำตัวไป เส้นทางที่เชื่อว่าเป็นเส้นทางการก่อเหตุไปจนถึงจุดพบศพบนภูเหล็กไฟ รวม 113 ชิ้น พยานวัตถุจากกลุ่มบุคคลผู้ต้องสงสัยหรือผู้เกี่ยวข้อง 166 ตัวอย่าง จากการวิเคราะห์ข้อมูลช่วงเวลาการเสียชีวิต การจัดฉากสภาพศพ บริเวณที่พบศพ และผลการชันสูตรพลิกศพของแพทย์นิติเวช จนสรุปแผนประทุษกรรมของคนร้ายได้ ดังนี้
1.การกระทำของคนร้ายในคดีนี้มีการพาเหยื่อไปทิ้งที่ไกลๆ เพื่อเป็นการอำพรางคดี เป็นแผนประทุษกรรมของคนร้ายที่เป็นคนใกล้ชิด กับเหยื่อ หากปล่อยให้เหยื่อยังมีชีวิตอยู่จะสามารถชี้ยืนยันตัวเองว่าเป็นผู้กระทำผิด ดังกล่าวได้ จึงจำเป็นต้องมีการอำพรางคดีเพื่อให้ความผิดพ้นตัว
2.ช่วงเวลาที่น้องชมพู่หายตัวไปจากบริเวณจุดเกิดเหตุ พี่สาวของน้องชมพู่อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุเพียง 10 เมตร แต่กลับ ไม่ได้ยินเสียงร้องของน้องชมพู่เลย ทั้งที่อุปนิสัยของน้องชมพู่จะเป็นคนหวงตัว หากไม่ใช่บุคคลใกล้ชิดจะร้องเสียงดังทันที
3.บริเวณจุดพบศพบนภูเหล็กไฟ พบรองเท้า รถแบ๊กโฮของเล่นตกอยู่ จึงยืนยันได้ว่าน้องชมพู่เต็มใจเดินไปกับคนร้าย มิฉะนั้นแล้วของเล่นหรือรองเท้าจะไม่ติดตัวน้องชมพู่ไปถึงจุดพบศพอย่างแน่นอน
สอดรับพยานหลักฐานจากการตรวจค้นรถของลุงพล พบวัตถุพยานต้องสงสัยบางอย่างตกหล่นอยู่ภายในรถยนต์ จากการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ยืนยันได้ว่าวัตถุพยานดังกล่าวเป็นสิ่งของที่มาจากศพของน้องชมพู่หลังจากเสียชีวิตแล้ว สอดคล้องกับวัตถุพยานเส้นขน 3 เส้น รวมถึงเส้นผมของน้องชมพู่ที่ถูกสับ 36 เส้น ที่ตรวจดีเอ็นเอจนสามารถระบุได้ว่ามีความเชื่อมโยงกับลุงพล จึงเชื่อว่าลุงพลมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการสภาพศพและสภาพแวดล้อมบริเวณที่พบศพดังกล่าว เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นการสืบสวนและปกปิดร่องรอยพยานหลักฐาน เพราะหากลุงพลไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ย่อมไม่พบหลักฐานดังกล่าวภายในรถยนต์ของตนแต่อย่างใด
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 ก่อนออกหมายจับเพียง 1 วัน “ลุงพล” ให้สัมภาษณ์ว่า ส่วนตัวไม่มีความกังวล แต่อยากถามว่าหลักฐานเส้นขน 3 เส้น ผ่านมา 1 ปี ทำไมเพิ่งมีเพิ่ม ตำรวจกำลังเล่นตลกอะไร
หลังออกหมายจับ กระแสสังคมตอบรับในหลายทิศทาง มีการตั้งข้อสังเกตว่าการจับลุงพลช่วงนี้ต้องการกลบกระแสข่าวศึกอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ในสภาหรือไม่
พล.ต.อ.สุวัฒน์ระบุว่า “ต้องไปถามคนที่โยงเรื่องนี้ ว่าไปเอาพื้นฐานความคิดนี้มาจากไหน” ผบ.ตร.ยืนยันว่า ชุดสืบสวนและพนักงานสอบสวนทำงานอย่างหนักในการรวบรวมพยานหลักฐาน สอบปากคำพยานบุคคล พยานแวดล้อม และวัตถุพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ จนนำไปสู่การออกหมายจับ นายไชย์พล ยืนยันว่าตำรวจทำงานอย่างละเอียด รอบคอบ และทำอย่างดีที่สุด คนอื่น จะคิดอย่างไรก็เป็นสิทธิของเขา เจ้าหน้าที่ทำไปตามกฎหมาย ตามพยานหลักฐาน ไม่ได้ทำตามใจใคร
“บิ๊กปั๊ด” ยังฝากถึงแม่น้องชมพู่ว่า “ตำรวจเราเคยรับปากไว้ว่าจะทำให้ดีที่สุด วันนี้เราได้ทำตามสัญญา แจ้งข้อหานายไชย์พล แล้ว แต่ว่ามันยังไม่จบ โดยกระบวนการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานก็ต้องเดินหน้าต่อไปจนกระทั่งมีความเห็นทางคดี และการพิจารณาของศาลในที่สุด”
หลังศาลจังหวัดมุกดาหารออกหมายจับ “ลุงพล” เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2564 ในเช้าวันที่ 2 มิถุนายน พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบก.สส.ภ.7 นำกำลังตำรวจไปที่บ้านพักของลุงพล ในหมู่บ้านกกกอกเพื่อจับกุมตัว แต่ไม่พบตัว
ขณะที่ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด ทนายความ พา “ลุงพล” เดินทางไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) หวังมอบตัวตามสไตล์เซเลบกับ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. แต่ถูกตำรวจเข้าควบคุมตัวและยืนยันว่าเป็นการจับกุม ก่อนไปลงบันทึกประจำวันและแจ้งข้อกล่าวหาที่ สน.ปทุมวัน ในบรรยากาศเคร่งเครียด
จากนั้นคุมตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์กลับไปดำเนินคดีที่ สภ.กกตูม จ.มุกดาหาร จากการสอบสวนเบื้องต้น “ลุงพล” ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ขณะเดียวกัน นางสมพร หลาบโพธิ์ หรือ “ป้าแต๋น” ภรรยาของ “ลุงพล” ไม่เชื่อว่าสามีเป็นคนฆ่าหลานตนเอง
คดีนี้ยุ่งยากจากกระแสสังคมและกระแสที่สื่อบางกลุ่มสร้างขึ้นมา ตำรวจใช้เวลารวบรวม และรอคอยพยานหลักฐาน และข้อเท็จจริงบางอย่าง ก่อนจะเปิดฉากออกหมายจับ ต้องรอดูว่าจะเอาผิด “ลุงพล” ในชั้นศาลได้หรือไม่

