ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่สำนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่มูลนิธิกระจกเงาพร้อมด้วยกลุ่มผู้ปกครองนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เพลิงไหม้หอพักนักเรียนของโรงเรียนพิทักษ์เกียรติวิทยา อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ส่งผลทำให้มีเด็กนักเรียนอายุระหว่าง 5-12 ปี เสียชีวิตจำนวน 17 คน บาดเจ็บอีก 5 คน เหตุเกิดกลางดึกของวันที่ 23 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา จำนวนกว่า 10 ราย เดินทางเข้าพบนายเฉลิมเกียรติ ไชยวรรณ อัยการจังหวัดเชียงราย เพื่อร้องขอให้มีการตรวจสอบสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ที่แท้จริงอีกครั้งก่อนที่จะมีการสรุปสำนวนส่งฟ้องศาล แม้ก่อนหน้านี้ทางศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 5 และตำรวจชุดคลี่คลายคดีจะสรุปสาเหตุว่าเกิดจากขั้วหลอดไฟนีออนหลอมละลาย แต่ทางผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังไม่ปักใจเชื่อ
โดยนางช่า แซ่วื่อ อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 148 หมู่ 5 ต.แม่เปา อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย มารดาของ ด.ญ.นภารินทร์ อรรคชาติ อายุ 7 ขวบ หนึ่งในเหยื่อผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ตนส่งลูกไปเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ได้ 2 ปี โดยหวังที่จะให้ลูกมีอนาคตที่ดีแต่ต้องมาสูญเสียบุตรสาวไป เนื่องมาจากขั้วหลอดไฟละลายซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ยากและไม่เคยพบเห็นมาก่อนแม้ตนจะเคยเปิดไฟทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืนก็ไม่เคยเห็นมันละลาย ทำให้ผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่เชื่อ และเกิดเหตุช่วงที่แม่บ้านไม่อยู่ไม่กี่ชั่วโมงทั้งที่ก่อนหน้านั้นปิดเทอมไม่มีคนอยู่ก็ไม่ไหม้ จึงเชื่อว่าอาจเป็นการวางเพลิง จึงอยากให้ผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบอีกครั้ง เพื่อขอความยุติธรรมให้เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย โดยไม่หวังจะได้อะไรเพิ่มเติมเพราะการช่วยเหลือจากผู้ใจบุญและหน่วยงานต่างๆ ช่วงหลังเกิดเหตุนั้นเพียงพอแล้ว
นายสมชาติ พิพัฒน์ธนาดล หัวหน้าสำนักกฎหมายเพื่อการพิทักษ์สิทธิมูลนิธิกระจกเงา กล่าวว่า ขณะนี้สำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนได้ถึงมืออัยการแล้ว ทางผู้เสียหายจึงอยากให้มีการสอบสวนเรื่องนี้อีกครั้งก่อนที่อัยการจะมีความเห็นเข้าสู่กระบวนการของชั้นศาล จึงอยากให้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบโดยเฉพาะประเด็นที่ติดใจสงสัยซึ่งทางมูลนิธิจะช่วยชาวบ้านในการทำหนังสืออย่างเป็นทางการมาถึงอัยการอีกครั้งหนึ่งโดยเร็วที่สุด
ล่าสุดทางนายเฉลิมเกียรติได้ทำการชี้แจงทำความเข้าใจกับทางกลุ่มผู้ปกครองถึงแนวทางการพิจารณาดำเนินคดี ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน แต่หากทางผู้เสียหายติดใจสงสัยในประเด็นใดก็สามารถทำหนังสือมายังอัยการได้ ซึ่งการทำหนังสือร้องขอความเป็นธรรมมาก็เหมือนเป็นการร้องเกี่ยวกับคดี ซึ่งทางอัยการจะนำมาประกอบการพิจารณาเพราะคดีนี้เป็นคดีที่ประชาชนทั่วไปให้ความสนใจ จะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนจะรายงานและพิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

