ราชทัณฑ์เผยพบผู้ต้องขังติดเชื้อรายใหม่ 192 ราย เสียชีวิต 1 ราย

10.07.21 | 17:24 น.
อายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์
ราชทัณฑ์เผยพบผู้ต้องขังติดเชื้อรายใหม่ 192 ราย เสียชีวิต 1 ราย

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเรือนจำและทัณฑสถาน ข้อมูล ณ วันที่ 9 กรกฎาคม 2564 เวลา 16.00 นาฬิกา พบผู้ต้องขังติดเชื้อรายใหม่ 192 ราย รักษาหายเพิ่ม 6 ราย เสียชีวิต 1 ราย รวมมีผู้ต้องขังติดเชื้อที่ยังอยู่ในการดูแลของกรมราชทัณฑ์ 1,705 ราย


นายอายุตม์กล่าวต่อว่า สถานะเรือนจำสีขาวและสีแดงยังคงที่ คือเรือนจำสีขาวที่ไม่พบการระบาด 122 แห่ง และเรือนจำสีแดงที่พบการระบาด 11 แห่ง วันนี้พบผู้ติดเชื้อรายใหม่จากเรือนจำสีแดงจำนวน 190 ราย และพบในห้องแยกกักโรคผู้ต้องขังรับใหม่ 2 ราย มีผู้ป่วยที่รักษาหาย 6 ราย รวมหายสะสม 35,456 ราย หรือ 94.6% ของจำนวนผู้ติดเชื้อสะสม 37,472ราย สำหรับผู้ต้องขังที่ยังรักษาตัวอยู่ แบ่งเป็นผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว 64.3% สีเหลือง 35.1% และสีแดง 0.6% ผู้เสียชีวิตสะสม 47 ราย หรือ 0.1% ของผู้ติดเชื้อสะสม

นายอายุตม์กล่าวต่ออีกว่า ผู้เสียชีวิต 1 รายในวันนี้ เป็นผู้ต้องขังชายอายุ 62 ปี จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร มีโรคประจำตัวเบาหวาน ความดันโลหิตสูง X-ray พบปอดอักเสบ ให้การรักษาด้วยยา Favipiravir Dexamethasone ยาปฏิชีวนะระดับสูง ออกซิเจน HFNC และรักษาด้วย Remdesivir แต่ยังมีอาการเหนื่อย ได้ปรึกษาญาติพิจารณารักษาประคับประคอง ต่อมาผู้ป่วยซึมลงวัดสัญญาณชีพไม่ได้ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา กรมราชทัณฑ์ต้องขอแสดงความเสียใจต่อญาติและครอบครัวมา ณ โอกาสนี้ด้วย

“สถานการณ์การแพร่ระบาดของเรือนจำและทัณฑสถานในพื้นที่กรุงเทพมหานครและนนทบุรี ถือว่าเกือบจะเป็นปกติแล้ว ปัจจุบันมีผู้ต้องขังที่ยังอยู่ระหว่างรักษารวมทุกแห่งอยู่ที่ 473 ราย โดยมีเพียงเรือนจำพิเศษมีนบุรี ที่ยังอยู่ระหว่างการควบคุมโรคและค้นหาผู้ติดเชื้อที่พบการระบาดในบางแดนเท่านั้น เช่นเดียวกับเรือนจำและทัณฑสถานในเขตพื้นที่ปริมณฑลและต่างจังหวัดที่ยังพบผู้ติดเชื้อรายใหม่จากการค้นหาเพื่อการคัดแยกและรักษา ทั้งนี้ สถานการณ์โดยรวมยังถือว่าไม่น่าเป็นห่วง เพราะทุกฝ่ายได้เรียนรู้วิธีการรับมือ และเตรียมแผนรองรับการแพร่ระบาดอยู่แล้ว ซึ่งรวมถึงการเตรียมยา เวชภัณฑ์ และบุคลากรเพื่อปฏิบัติงาน ภายใต้การประสานงานกับโรงพยาบาลแม่ข่ายและสำนักงานสาธารณสุขในพื้นที่อย่างเป็นระบบ” นายอายุตม์กล่าว

Advertisement