วันที่ 12 กันยายน นายทวี นริสศิริกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานชี้แจงข้อเท็จจริงโดยด่วนที่สุดกรณีที่ไม่บังคับคดีหรือมีแนวทางการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2557 เนื่องจากการทำหน้าที่ของหน่วยงานรัฐไม่เป็นไปตามนโยบายการจัดระเบียบชายหาดของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และยอมรับว่าเพิ่งทราบข้อมูลจากการนำเสนอของสื่อมวลชน เนื่องจากก่อนหน้านี้ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ไม่ได้ส่งสำเนาคำพิพากษาให้ฝ่ายปกครองจังหวัดรับทราบ สำหรับปัญหาหลังจากมีคำสั่งศาลในส่วนของค่าปรับรายวันตามพระราชบัญญัติ ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 จะต้องมีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายย้อนหลังจากกลุ่มผู้บุกรุกตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด และเร่งรัดให้ผู้บุกรุกจ่ายค่าปรับตามคำพิพากษาศาลฎีกา รวมทั้งการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำแนวชายหาด นอกจากนั้นจังหวัดจะมีการพิจารณาเหตุผลและแนวทางการชี้แจงของผู้บริหารเทศบาลหัวหินว่าการเพิกเฉยไม่สั่งบังคับคดีตามคำสั่งศาล จะเข้าข่ายมีความบกพร่องและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่อย่างไร
พ.ต.อ.ฉัตรไชย เรียนเมฆ รองผู้บังคับการตำรวจภูธร (รอง ผบก.ภ.) ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า คดีบุกรุกชายหาดหัวหินยังมีปัญหาเนื่องจากได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปทส. ข้อเท็จจริงที่ปรากฏมีผู้บุกรุกชายหาดบริเวณดังกล่าวมีทั้งหมด 52 ราย แต่มีการแจ้งความดำเนินคดีเพียง 44 รายเท่านั้น จากการใช้ พ.ร.บ.ควบคุมอาคารตามอำนาจของเทศบาลหัวหิน และ พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทยตามอำนาจหน้าที่ของกรมเจ้าท่า นอกจากนั้นต้องติดตามการแจ้งข้อหาบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์ที่พนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนเพิ่มเติม เนื่องจากคดีนี้มีอัตราโทษสูง
พ.ต.อ.ฉัตรไชยกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาผู้พิพากษาได้พิจารณาออกหมายจับผู้ต้องหา 8 ราย เนื่องจากจำเลยไม่ได้เดินทางไปฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ล่าสุดหลังจากสั่งการให้ ผกก.สภ.หัวหิน เร่งรัดจับกุมจำเลยทั้งหมดตามหมายจับให้เรียบร้อยโดยเร็ว แต่การตรวจสอบเจ้าหน้าที่ที่ตำรวจ สภ.หัวหิน ยืนยันว่ายังไม่ได้รับหมายจับในคดีดังกล่าว โดยไม่มีการลงหมายเลขรับเอกสารทางธุรการของ สภ.หัวหิน ซึ่งผู้เกี่ยวข้องจะต้องชี้แจงเหตุผลว่าเอกสารสูญหายในขั้นตอนใด ล่าสุดได้นำหมายจับส่งไปอีกครั้งและกำชับให้ ผกก.สภ.หัวหิน เร่งรัดจับกุมโดยเร็ว เนื่องจากหมายจับดังกล่าวจะหมดอายุความภายใน 5 ปี และให้รายงานข้อเท็จจริงกรณีศาลมีคำพิพากษาคดีนี้อย่างไร และมีผลการปฏิบัติงานในส่วนที่เกี่ยวข้องหรือไม่
ด้านนายทนงศักดิ์ ม่วงมณี ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า หลังจากมีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษบริหารเทศบาลหัวหินและพนักงานเทศบาลที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ป.ป.ช. จังหวัดจะดำเนินการตรวจสอบและแสวงหาข้อมูลตามขั้นตอน เพื่อให้ผู้รับผิดชอบชี้แจงข้อเท็จจริงหลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษานาน 2 ปี แต่ไม่มีการบังคับใช้กฎหมาย และเบื้องต้นจากการตรวจสอบเอกสารประกอบการร้องเรียนทราบว่า ข้ออ้างที่ปรากฏไม่น่าจะมีเหตุผลเพียงพอในการยื้อคดีดังกล่าวให้ล่าช้านานถึง 2 ปี โดยเฉพาะระยะเวลาในการบังคับคดีให้มีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและแจ้งผู้บุกรุกทุกรายจ่ายค่าปรับรายวันตามคำสั่ง
ขณะที่นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองหัวหิน ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร 2522 ได้นามแจ้งหนังสือที่ ปข 52306.3//ว 3860 ลงวันที่ 7 กันยายน 2559 แจ้งให้จำเลยทุกรายปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา หลังจากพบว่าจำเลยยังไม่ได้ชำระค่าปรับตามคำพิพากษาศาลฎีกา หลังจากทำการตรวจสำนวนคดี เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2559 พบว่าจำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา ทั้งนี้จำเลยอาจมีหนังสือยินยอมให้เทศบาลหัวหินเข้าดำเนินการรื้อถอนโดยผู้บุกรุกต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนโดยให้ดำเนินการภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง

