ยุติธรรม ย้ำราชทัณฑ์ เร่งทำแผนอบรมก่อนปล่อยตัวนักโทษ ตรวจเข้มไม่ให้นำเชื้อระบาดภายนอก
ยุติธรรม เผย สถานการณ์โควิด-19 กรมราชทัณฑ์ เน้นย้ำเจ้าหน้าที่ตรวจเชื้อ-ยืนยันผลลบทุกครั้งก่อนเข้าเรือนจำ พร้อมเตรียมแผนเข้มก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขัง ไม่ให้นำเชื้อระบาดภายนอก”
เมื่อเวลา 09.00 น.วันพุธที่ 28 กรกฎาคม นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ภายในสถานที่ควบคุมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานการประชุมติดตามการดำเนินงานตาม 5 แผนงานการป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ Covid-19 ภายในสถานที่ควบคุมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ครั้งที่ 48/2564 โดยมีนางสาวณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม
นายวัลลภ นาคบัว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ภายในสถานที่ควบคุมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม หรือ ศบค.ยธ. นายนิยม เติมศรีสุข รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์
พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน นายวีระกิตติ์ หาญปริพรรณ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายกฤช กระแสร์ทิพย์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ นางสาวศิริประกาย วรปรีชา รองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
พ.ต.ท.มนตรี บุณยโยธิน รองอธิบดีกรมคุมประพฤติ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ผ่านระบบการประชุมทางไกล (Video Conference) ร่วมกับผู้บัญชาการเรือนจำในจังหวัดที่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
นายวัลลภ เปิดเผยว่า ภาพรวมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเรือนจำ/ทัณฑสถาน ยังคงไม่พบเรือนจำแพร่ระบาดเพิ่มต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 มีเรือนจำสีขาวที่ไม่พบการระบาดคงที่ 112 แห่ง เรือนจำสีแดงที่แพร่ระบาด 22 แห่ง และสิ้นสุดการระบาดแล้ว 8 แห่งคงเดิม
นายวัลลภ เปิดเผยว่า ผู้ติดเชื้อรายใหม่ในวันนี้ จำนวน 202 ราย (พบในเรือนจำสีแดง 155 ราย และพบในห้องแยกกักโรคผู้ต้องขังรับใหม่ 47 ราย) รักษาหายเพิ่ม 464 ราย ซึ่งสูงกว่าผู้ติดเชื้อรายใหม่ รวมหายสะสม 37,647 ราย หรือ 83.2% ของผู้ติดเชื้อสะสม 45,230 ราย เสียชีวิต 2 ราย รวมเสียชีวิตสะสม 55 ราย คิดเป็นอัตรา 0.1% ทำให้ผู้ต้องขังติดเชื้อที่อยู่ในการดูแลของกรมราชทัณฑ์ลดลงอยู่ที่ 7,102 ราย แบ่งเป็นกลุ่มสีเขียว 81.4% สีเหลือง 18% และสีแดง 0.6%
นายวัลลภ ยังระบุว่า กรณีการเสียชีวิตของผู้ต้องขังทั้ง 2 ราย เป็นผู้ต้องขังจากเรือนจำจังหวัดสระบุรี และเรือนจำกลางปัตตานี แห่งละ 1 ราย จากข้อมูลพบว่า มีโรคประจำตัวและอาการอื่นร่วม ทำให้อาการป่วยรุนแรงมากกว่าปกติ ซึ่งได้ให้ยาและรักษาอย่างเต็มประสิทธิภาพตามมาตรฐานโดยทีมแพทย์
พร้อมส่งต่อการรักษาที่โรงพยาบาลภายนอก แต่อาการยังคงไม่ดีขึ้น จนกระทั่งเสียชีวิตลงในที่สุด ทั้งนี้ ได้ประสานญาติเพื่อนำร่างผู้เสียชีวิตไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ตามวิธีการจัดการศพผู้เสียชีวิตจากโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นที่เรียบร้อย

นายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุม ศบค.ยธ. ได้เน้นย้ำการปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัดในทุกส่วน โดยเฉพาะการป้องกันเชื้อจากเจ้าหน้าที่ จะต้องตรวจหาเชื้อและยืนยันผลว่าไม่พบเชื้อก่อนเข้าปฏิบัติงานในเรือนจำและทัณฑสถานทุกครั้ง และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันเชื้อด้านอื่นๆ เสมอ และในส่วนของการค้นหา คัดแยกและรักษาผู้ติดเชื้อ ทางกรมราชทัณฑ์ ได้สนับสนุนเครื่องเอกซเรย์ เวชภัณฑ์ ยา และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้การช่วยเหลือในแต่ละพื้นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นายวัลลภ กล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการในการปล่อยตัวผู้ต้องขังในสภาวะการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา ได้ดำเนินการเป็นมาตรฐานภายใต้ความร่วมมือของสำนักงานสาธารณสุขในแต่ละพื้นที่อย่างเคร่งครัด ตั้งแต่กระบวนการตรวจเชื้อ กักตัวก่อนปล่อย และส่งต่อผู้ติดเชื้อ
แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการยกระดับการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพและชัดเจนมากยิ่งขึ้น กรมราชทัณฑ์ ได้จัดทำแผนดำเนินการและการอบรมแผนการปล่อยตัวผู้ต้องขัง เพื่อให้มีความชัดเจนและยึดปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกัน ซึ่งคาดว่าจะสามารถจัดทำแผนแล้วเสร็จและดำเนินการอบรมได้ในเร็วๆ นี้
ด้านสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ประจำวันพุธที่ 28 กรกฎาคม 2564 ไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม ขณะที่ผู้ติดเชื้อสะสมมีจำนวน 40 ราย เป็นเยาวชน 31 ราย เเละเจ้าหน้าที่ 9 ราย
ด้านผลการดำเนินงานสถานพินิจฯ/ศูนย์ฝึกและอบรมฯ สีขาว มีจำนวน 45 แห่ง หรือคิดเป็น 80% จากทั้งหมด 56 แห่ง อีก 11 แห่ง อยู่ระหว่างการรอตรวจและรอผล 6 แห่ง และติดเชื้อ 5 แห่ง ขณะที่สถิติการฉีดวัคซีนของเด็กและเยาวชน คงที่ 121 ราย หรือคิดเป็น 2.83% จากทั้งหมด 4,266 ราย และเจ้าหน้าที่ได้รับการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นอีก 1 ราย รวมเป็น 3,791 ราย หรือคิดเป็น 86% ของเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 4,399 ราย

