วันที่ 15 กันยายน นายพงษ์พันธ์ วิเชียรสมุทร ปลัดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีเผยแพร่ข้อมูลในสังคมโซเชียลมีความคลาดเคลื่อนจากการนำเสนอข่าวรถเบนช์ลาวฝ่าด่านตรวจที่ อ.ทับสะแก โดยยืนยันว่าไม่ได้ปกป้องผู้ต้องหาสัญชาติลาว จากเหตุเมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา หลังจากรถเบนซ์ลาว หมายเลขทะเบียน กพ 4422 กำแพงนครเวียงจันทน์ ขับรถยนต์ฝ่าด่านตำรวจทางหลวงประจวบคีรีขันธ์ มุ่งหน้าไปภาคใต้ ผู้ต้องหาขับรถหนีไม่ยอมให้ตรวจค้น มีการไล่สกัด จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ทับสะแก สกัดจับแต่ผู้ต้องหาไม่ยอมลงจากรถ จึงใช้รถลากนำรถเบนซ์ดังกล่าวมาไว้ที่ สภ.ทับสะแก ขณะนั้นตนเดินทางไปราชการที่ อ.ทับสะแก เมื่อประสบเหตุจึงร่วมกับตำรวจขอให้ผู้ต้องหาลงจากรถ แต่ผู้ต้องหาปฏิเสธ แจ้งว่าขอให้บิดามารดามาที่เกิดเหตุ จึงยอมลงจากรถและขณะเดียวกันมีประชาชนจำนวนมากมุงดูเหตุการณ์
นายพงษ์พันธ์กล่าวว่า จากการตรวจค้นพบกัญชา 2.07 กรัม โดยกรณีดังกล่าวมีการดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมาย และส่วนตัวไม่เคยรู้จักกับชาวลาวแต่อย่างใด นอกจากการยึดถือหลักนิติศาสตร์ในการปฏิบัติงานและดำเนินคดีตามกฎหมาย หลักรัฐศาสตร์ในการทำความเข้าใจชาวบ้านและสลายการชุมนุมของประชาชน และหน้าที่ของข้าราชการในการช่วยเหลือเป็นที่พึ่งแก่ทุกฝ่าย และใช้ความเป็นคนไทยที่มีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อชาวต่างชาติ แต่หากสังคมมองว่าเป็นการช่วยเหลือคนลาว ก็ต้องขอโทษชาวไทยทุกคน
“เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ไช่คดีอุกฉกรรจ์ แม้ผู้ต้องหาจะขับรถหลบหนีตำรวจ แต่ผู้ต้องหาไม่มีอาวุธ ไม่ได้ทำร้ายบุคคลใด และมีใบรับรองแพทย์ยืนว่ามีอาการทางจิตประสาท สำหรับกัญชาในครอบครอง มีเพียง 2.07 กรัม โทษกฎหมายไทยไม่มาก หากเปรียบเทียบกับชีวิตหรือการซ่อมรถยนต์นับแสนบาท ผมจึงกล่าวว่าเป็นเรื่องน้อยนิด จิ๊บๆ ไม่ได้ใหญ่โต ทำให้มีการแชร์คลิปดังกล่าว สำหรับการกล่าวว่าให้ทุกอย่างจบที่ทับสะแก ผมคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนหากมีการถ่ายภาพหรือโพสต์ภาพของผู้ต้องหา ซึ่งมีอาการทางจิต ญาติผู้เสียหายจะได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียงหรือไม่ คนลาวจะรู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์นี้ ส่วนการกระทำของเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเส้นเกินกว่าเหตุหรือไม่ ประกอบกับชาวไทยนับร้อยมุงล้อมดูชาวลาว 3 คน ทำให้ผู้ต้องหาและญาติชาวลาว เกิดความหวาดกลัว อาจเกิดความรู้สึกไม่ดีต่อคนไทย” นายพงษ์พันธ์กล่าว

