จากกรณี น.ส.เอ(นามสมมติ) อายุ 17 ปี นักเรียนชั้น ม.5 ถูกนายไพฑูรย์ แกลงกระโทก ครูพละ ปาแก้วกาแฟใส่บริเวณกกหูซ้าย ส่งผลให้ใบหน้าผิดรูป ปากเบี้ยว และเข้าร้องเรียนกับมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 16 กันยายน เวลา 14.00 น. นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี พา น.ส.นฤดี จอดสันเที๊ยะ อายุ 17 ปี นักเรียนชั้นม.5 โรงเรียนโชคชัยสามัคคี ที่ถูกครูพละปาแก้วใส่จนบาดเจ็บใบหน้าเสียรูป ปากเบี้ยว พร้อมครอบครัว เดินทางมาที่โรงพยาบาลยันฮี เพื่อเข้ารับการตรวจหาสาเหตุจากการที่กล้ามเนื้อใบหน้าไม่ซีกซ้ายไม่ทำงาน โดยนอนอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเวลา 3 วัน เบื้องต้นแพทย์ตรวจสุขภาพ วัดความดัน ก่อนส่งไปตรวจสแกนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง(MRI) ต่อไป
นพ.สุพจน์ สมัฤทธิวณิชชา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลยันฮี กล่าวว่า การหาสาเหตุที่ใบหน้าซีกซ้ายไม่ทำงานต้องเริ่มจากการทำเอ็มอาร์ไอ เพื่อตรวจกล้ามเนื้อที่ใบด้านซ้ายเพื่อหาจุดผิดปกติว่ากล้ามเนื้อไปกดทับเส้นประสาทหรือไม่ จากนั้นจะต่อด้วยการตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (EMG) เป็นการตรวจเส้นประสาทและกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้า โดยเราจะให้คนไข้นอนและแทงเข็มจิ้มเข้าไป ส่งคลื่นไฟฟ้าเข้าไปเช็คเส้นประสาทขาดหรือไม่ แต่ในระหว่างการหาสาเหตุจะให้ยาบำรุงเส้นประสาทไว้ก่อน
“กรณีที่กล้ามเนื้อกดทับเส้นประสาท การรักษาเราจะใช้การกายภาพบำบัด กระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยการฝังเข็ม หรือใช้ออกซิเจนกระตุ้น หากเป็นกรณีเส้นประสาทขาด ก็ผ่าตัดเชื่อมต่อเส้นประสาท แต่ที่แพทย์กังวลคือถ้าเส้นประสาทขาดมาระยะเวลาเป็นเดือนแล้ว การจะเชื่อมต่อกันมีโอกาส 50/50 ดังนั้น ถ้าต่อเส้นประสาทไม่ได้ก็จะใช้วิธีย้ายเส้นประสาทไปเชื่อมกับเส้นประสาทคู่ที่5 ทำหน้าที่ควบคุมคิ้วและหน้าผาก ถ้าเชื่อมกันแล้ว คนไข้จะยักคิ้วไม่ได้ อย่างไรก็ดี ต้องรอหาสาเหตุที่แท้จริงก่อน ถ้ารู้ต้นตอก็เริ่มรักษาต่อเลย ไม่ต้องกังวล ยืนยันจะทำให้ใบหน้าของน้องทรายกลับมาเป็นเหมือนเดิม” นพ.สุพจน์ กล่าว
น.ส.นฤดี จอดสันเที๊ยะ กล่าวว่า กรณีที่มีเพื่อนในห้องเดียวกับตนโพสต์เฟซบุ๊กว่าพูดความจริงไม่หมดนั้น ยังยืนยันคำเดิมว่าทุกสิ่งที่เคยพูดไปเป็นเรื่องจริง และเมื่อวันมี่ 15 กันยายน ตนได้เข้าพบกับอัยการเพื่อสอบปากคำ โดยมีเพื่อนในห้อง 2 คนจะมาเป็นพยานให้ เจ้าหน้าที่โทรไปที่โรงเรียนเพื่อขอให้ทั้ง 2 คนมาเป็นพยาน ปรากฏว่าโรงเรียนไม่อนุญาตให้เพื่อนตนมาเป็นพยาน เป็นเรื่องที่นรู้สึกแปลกใจ
ด้าน น.ส.ปรียาพร จันทร์หอม อาของน.ส.เอ กล่าวว่า พอทราบข่าวผลสอบของครูพละที่ออกมาเป็นผิดวินัยไม่ร้ายแรง ทางครอบครัวรู้สึกเสียใจและผิดหวัง ต้องรอให้หลานพิการหรือเสียชีวิตอย่างนั้นหรือ ถึงเรียกว่าผิดวินัยร้ายแรง
ขณะที่นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี กล่าวว่า ทราบว่าในช่วงนี้น้องเอจะมีการสอบปลายภาคของที่โรงเรียน ตนเลยประสานกระทรวงศึกษาธิการขอให้น้องรักษาตัวให้หายก่อนแล้วค่อยมาสอบที่หลัง ส่วนที่เจ้าตัวร้องขอย้ายโรงเรียน ก็รอทางครอบครัวแจ้งมาตนก็พร้อมประสานให้ได้

