ศาลยุติธรรมตั้งเป้า2ปีเชื่อมe-Database”255แห่ง”-ศาลพัทยาใช้ระบบบาร์โค้ดคัดคำตัดสิน

17.09.16 | 16:55 น.

เมื่อวันที่ 17 กันยายน ที โรงแรมซีบรีซ จอมเทียน รีสอร์ต จ.ชลบุรี นายอธิคม อินทุภูติ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นประธานจัดกิจกรรมศาลยุติธรรมพบสื่อมวลชน ครั้งที่ 4 และจัดสัมมนาเรื่องก้าวสู่มิติใหม่ของการบริหารจัดการคดีในศาลยุติธรรม

โดยนายอธิคม กล่าวว่า ในอดีตภาพลักษณ์ของศาลยุติธรรมจะพิจารณาพิพากษาคดีล่าช้า แต่หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่มีบทบัญญัติในเชิงบังคับให้ศาลพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม ศาลยุติธรรมจึงนำระบบการบริหารจัดการคดีในต่างประเทศมาปรับใช้ โดยมีหลักการสำคัญคือแยกคดีออกเป็นกลุ่ม และบริหารจัดการตามความยากง่าย กำหนดนัดสืบพยานติดต่อกัน ทำให้ทราบว่าคดีจะเสร็จวันไหน จนปัจจุบันทำให้สถานการณ์คดีค้างของศาลยุติธรรมเปลี่ยนแปลงไป จะเห็นได้จากสถิติเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม มีคดีในศาลชั้นต้นค้างเกิน 5 ปี 39 คดี คดีค้างเกิน 4 ปี 45 คดี และคดีค้างเกิน3ปี143คดี ทุกวันนี้คดีส่วนใหญ่ที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้นจะแล้วเสร็จไม่เกิน1ปี คดีส่วนใหญ่ที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ทั่วประเทศจะแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกิน6เดือน และจากสถิติคดีที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม2559 – 31 กรกฎาคม2559 ศาลชั้นต้นมีคดีพิจารณา 1,191,524 คดี พิจารณาแล้วเสร็จ 766,821 คดี คดีที่พิจารณาแล้วเสร็จและใช้เวลาพิจารณาคดีไม่เกิน 1 ปี มีถึง 758,280 คดี คิดเป็นร้อยละ 98.89

นายอธิคม กล่าวต่อว่า ส่วนศาลอุทธรณ์ทั่วประเทศในช่วง7เดือนแรก มีคดีเข้าสู่การพิจารณา32,643คดี พิจารณาแล้วเสร็จ28,438คดี และพบว่าคดีที่พิจารณาเสร็จไม่เกิน6เดือนมีถึง 27,808 คดี คิดเป็นร้อยละ 97.78 และมีคดีที่ค้างเกิน1ปีอยู่7คดีเท่านั้น โดยไม่มีคดีค้างเกิน 2 ปีอยู่ในศาลอุทธรณ์แม้แต่คดีเดียว ส่วนศาลฎีกาในช่วงเวลาเดียวกัน มีคดีเข้าสู่การพิจารณา14,727คดี พิจารณาแล้วเสร็จ5,495คดี แม้ตัวเลขคดีที่ค้างของศาลฎีกาจะดูค่อนข้างมาก แต่หากเปรียบเทียบกับเลขคดีค้างพิจารณาเมื่อ4ปีก่อน มีคดีค้างอยู่37,958คดี จะเห็นได้ว่าตัวเลขคดีค้างพิจารณาลดลงมาก เชื่อว่าระบบจัดการคดีที่มีประสิทธิภาพ อีกไม่นานจำนวนคดีที่ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเสร็จจะเป็นเช่นเดียวกับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์

นายอธิคม กล่าวอีกว่า เมื่อปัญหาเรื่องคดีค้างเริ่มคลี่คลาย ศาลยุติธรรมจึงหันมาพัฒนาเรื่องการนำเทคโนโลยีมาใช้บริหารจัดการคดีและบริการประชาชนผู้มีคดี ในอดีตการพัฒนาเทคโนโลยีของศาลยุติธรรมเป็นการดำเนินการของแต่ละศาล ต่างคนต่างทำ จึงทำให้เกิดปัญหา ศาลยุติธรรมถือว่าเรื่องเร่งด่วนในตอนนี้คือการเชื่อมโยงระบบเทคโนโลยีของศาล255แห่งทั่วประเทศเข้าด้วยกัน โดยใช้โครงการพัฒนาระบบบูรณาการข้อมูลคดีศาลยุติธรรม(Electronic Court Database หรือ e-Database) เชื่อว่าระบบนี้จะเชื่อมโยงข้อมูลกับศาลทั่วประเทศได้ไม่เกิน 2 ปี

ด้านนายวชิระ ทนินซ้อน ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงพัทยา กล่าวว่า ศาลแขวงพัทยานำระบบศาลอิเล็คทรอนิกส์ (eCourt Information Management System หรือ CIMS) มาใช้ตั้งแต่เดือนเมษายน2558 เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการศาลง่ายขึ้น ในกรณีมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีอาญาที่คู่ความให้การรับสารภาพ และคดีแพ่ง ศาลจะทำคำพิพากษาผ่านระบบ คู่ความจะมีบัตรอิเล็คทรอนิกส์มีคิวอาร์โค้ด สามารถขอรับสำเนาคำพิพากษาได้ทันที ส่วนคดีแพ่งสามารถรับสำเนาคำพิพากษาได้ไม่เกิน 7 วันทำการ โดยระบบCIMS ยังเชื่อมโยงกับหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้องกับคดีทั้งตำรวจและอัยการ ผู้เกี่ยวข้องกับคดีจะใช้บัตรอิเล็คทรอนิกส์ยืนยันตัวตน และทราบเพียงข้อมูลเท่าที่จำเป็นของแต่ละคนเท่านั้น จึงปลอดภัยต่อการละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น และคู่ความยังสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นผ่านคิวอาร์โค้ดลงในโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ทำให้สามารถตรวจสอบข้อมูลคดีโดยที่ไม่ต้องเดินทางมาที่ศาล

Advertisement

นายวชิระ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ศาลแขวงพัทยายังใช้บัลลังก์ อิเล็คทรอนิกส์สืบพยานทางไกลผ่านจอภาพ และบันทึกพยานหลักฐานแบบมัลติมีเดีย สามารถบันทึกคำเบิกความพยานถูกต้องครบถ้วน ทำให้การพิจารณาคดีรวดเร็ว ระบบดังกล่าวจะมีการควบคุมวันนัดพิจารณาคดีโดยต้องนัดพิจารณาภายใน30วัน และควบคุมวันนัดต่อเนื่องไม่ให้เกิน 90วัน จะทำให้คดีเสร็จภายในกรอบวันนัด ลดปริมาณคดีที่ค้างอยู่ในศาล ทั้งนี้จากสถิติเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2559 ถึงวันที่ 8 กันยายน 2859 ศาลแขวงพัทยารับคดีไว้ในสารบบ 4,708 คดี พิจารณาแล้วเสร็จ 4,510 คดี ระบบ CIMS ที่กล่าวมาจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วขึ้นมาก และสะดวกในการพิจารณาคดี เนื่องจากคู่ความสามารถยื่นคำฟ้อง คำร้อง คำแถลงต่างๆ รวมทั้งชำระค่าธรรมเนียมศาลได้ภายในเวลาไม่เกิน 30 นาที

“ในจ.ชลบุรี ศาลแขวงพัทยาถือว่ามีระบบข้อมูลที่สมบูรณ์ที่สุด การนำระบบดังกล่าวมาใช้ในช่วงแรกยอมรับว่าต้องใช้งบประมาณสูง แต่ผลตอบรับคุ้มค่า อีกทั้งระบบดังกล่าวมีระบบป้องกันการแฮกข้อมูล และมีการสำรองข้อมูล หากเกิดเหตุขัดข้องข้อมูลจะยังคงอยู่” นายวชิระกล่าว