ม.44ล้างตำแหน่งพนักงานสอบสวน เปิดทางเติบโตข้ามสายงาน ไม่แยกจากกรมปทุมวัน

7.02.16 | 23:19 น.

เป็นอีกครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ออกคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)

ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่ง หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 7/2559 เรื่องการกำหนดตำแหน่งของข้าราชการตำรวจซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการสอบสวน โดยให้คำสั่งมีผลในวันที่ 20 กุมภาพันธ์

เป็นคำสั่งที่เกี่ยวโยงโดยตรงต่อพนักงานสอบสวน เป็นการปลดล็อก ทลายกรอบจากที่ถูกปิดกั้นโอกาสในการเติบโตของพนักงานสอบสวน

สรุปใจความ คำสั่ง คสช.ที่ 7/2559 อาทิ ให้ยุบตำแหน่งพนักงานสอบสวน-พนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ให้ดำรงตำแหน่ง รองสารวัตร (รอง สว.)-ผู้บังคับการ (ผบก.) ในสังกัดเดิม และยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจและหน้าที่เช่นเดิมไปพลางก่อน โดยให้คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) กำหนดหรือตัดโอนตำแหน่งจากส่วนราชการหนึ่งไปเพิ่มให้อีกส่วนราชการหนึ่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สั่งแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่ง รอง สว.-ผบก. ให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป และยังคงให้ได้รับเงินตอบแทนพิเศษ จนกว่าการดำเนินการแต่งตั้งจะแล้วเสร็จ

อย่างไรก็ดี มีรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า จะมีการตัดโอนตำแหน่ง พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ (ผทค.) และพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญ (ผชช.) ไปดำรงตำแหน่ง ผกก.นิติกร, รอง ผบก.นิติกร ประจำ บก.,บช แล้วแต่กรณี โดยยังคงให้ผู้ดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวน-พนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ได้รับเงินเพิ่ม จนกว่าการแต่งตั้งจะแล้วเสร็จ

Advertisement

รวมทั้งให้ผู้ดำรงตำแหน่ง รอง สว.-รอง ผกก. ที่มีอำนาจและหน้าที่สอบสวนและอยู่ในสายงานสอบสวน ได้รับเงินพิเศษ ตามระเบียบ ก.ตร. หมายถึง ให้ผู้ดำรงตำแหน่ง พนักงานสอบสวน และพนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษเดิม ยังคงได้รับเงินตำแหน่งพิเศษต่อไป ตราบใดที่ยังปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนอยู่โดยมีรายงานว่า ทุก สภ./สน./กลุ่มงานสอบสวนฯ จะให้มีเพียงพนักงานสอบสวน (รอง สว.) -พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ (รอง ผกก.) เท่านั้น และให้พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ อาวุโส (รอง ผกก.อาวุโส) เป็นหัวหน้างานสอบสวน

ขณะที่ บรรดากฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง หรือ มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อ้างถึงพนักงานสอบสวน/พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการ/พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ ให้ถือว่า อ้างถึงผู้ดำรงตำแหน่ง รอง สว.-รอง ผกก. ที่มีอำนาจและหน้าที่สอบสวนและอยู่ในสายงานสอบสวน

คำสั่ง มาตรา 44 ฉบับนี้ จึงเท่ากับการปรับให้ตำแหน่งพนักงานสอบสวน ที่เคยแยกเป็นตำแหน่งเฉพาะสายงาน มีชื่อเรียกเฉพาะ มาเป็นตำแหน่งเดียวกับตำแหน่งหลัก อาทิ ผกก. สว.ทำให้สามารถโยกย้ายออกนอกสายงานได้ง่ายขึ้น เช่น ออกมาสู่สายงานสืบสวน ปราบปราม และเติบโตในอาชีพตำรวจได้สะดวกขึ้น จากเดิมที่พนักงานสอบสวนเติบโตได้ในสายงานสอบสวนผ่านระบบเลื่อนไหล ประเมินและทดสอบ เท่านั้น

อย่างไรก็ดี มีคอมเมนต์น่าสนใจ จาก พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน สมาชิกสภาปฏิรูปประเทศ (สปท.) ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ที่เผยแพร่ทางไลน์ ไว้อย่างน่าสนใจว่า คำสั่ง คสช.ที่ 6-7/2559 น่าจะมีเจตนารมณ์ เพื่อ 1.สลายตำแหน่งพนักงานสอบสวนจะได้ไม่ดิ้นรนแยกตัวออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แปลว่าผู้ออกคำสั่งเห็นว่าไม่ควรแยกงานสอบสวนไป 2. พนักงานสอบสวนไม่น่าจะโวยเพราะได้เปรียบ (ในช่วงแรกๆ) เพราะโตมาด้วยการเลื่อนไหล

“3.จะต้องทำให้พนักงานสอบสวนในตำแหน่งใหม่ เข้าใจบทบาทและมีอำนาจหน้าที่สืบสวนและสอบสวนในคนเดียวกันเหมือนในอดีต ไม่ใช่แยกบทบาทขาดจากกัน จนงานสืบสวนสอบสวนตกต่ำตั้งแต่ปี 2528 เป็นต้นมา ตามที่ผมอภิปรายในสภาไว้อย่างชัดเจน 4.ระยะแรกของการเปลี่ยนแปลงจะมีปัญหาด้านการบริหารงานบุคคลอยู่บ้าง เพราะพนักงานสอบสวนเดิม จะกิน อาวุโส 33% ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด อาจต้องสร้างบทเฉพาะกาลเป็นเกณฑ์กำหนดเพื่อแก้ปัญหา

“4.สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 บัญญัติเรื่องการปฏิรูปตำรวจไว้ชัดเจน ว่า ต้องปฏิรูปการบริหารงานบุคคล สวัสดิการ ให้มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติงาน ให้สามารถป้องกันปราบปรามอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับการแต่งตั้งในช่วงที่สร้างหลักเกณฑ์ยังไม่แล้วเสร็จให้ใช้หลักอาวุโสโดยเคร่งครัด การปฏิรูปให้เสร็จในหนึ่งปีหลังจากมีรัฐธรรมนูญ โดยคณะกรรมการอิสระ สปท. อยู่ต่ออีก 1 ปี หลังจากมีรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อทำการปฏิรูป เมื่อเป็นเช่นนี้อาจใช่คณะปฏิรูปของ สปท. คือคณะเราก็เป็นได้

“จะเห็นได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญ ไม่พูดถึงให้แยกงานสอบสวนออกไปจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามที่กลุ่มพนักงานสอบสวนยื่นเรื่องกับกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญเลย ทั้งยังมีคำสั่ง คสช.ที่ 6-7 ออกมาตอกย้ำอีก จึงชัดเจนมากว่าตามแนวทางปฏิรูปของอนุกรรมาธิการปฏิรูปตำรวจ ของ สปท. เป็นแนวทางเดียวกับร่างรัฐธรรมนูญและคำสั่ง คสช.ที่ 6-7 การอภิปรายแนวทางปฏิรูปตำรวจของคณะเราในสภาและ/หรือ ที่ออกสื่อไป น่าจะมีผลต่อการตัดสินใจของผู้มีอำนาจมากพอสมควร เพราะเป็นแนวทางที่ดี เป็นสากล ประชาชนยอมรับ และต้องการ โดยเฉพาะประเด็นปฏิรูปให้ปราศจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง เราคงต้องเร่งเดินหน้าอย่างเต็มที่ ยืนหยัดอยู่บนหลักการที่ถูกต้อง อย่างมั่นคงต่อไป” พล.ต.ท.อำนวยระบุ

จากนี้ การปรับโครงสร้างและปรับแนวทางการบริหาร ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะเริ่มฉายภาพชัดเจนขึ้น!!