เมื่อวันที่ 22 กันยายน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจราจรในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยพล.ต.อ.จักรทิพย์ เปิดเผยก่อนประชุมว่า การประชุมในครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 มีการประชุมร่วมกับ 53 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะพูดคุยในทุกมิติ เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรทั้งระบบ พร้อมทั้งแบ่งคณะทำงานเพื่อรับผิดชอบการแก้ไขปัญหาตามที่ได้รับมอบหมาย เบื้องต้นกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.)ประเมินไว้ 21สายหลัก แต่จะมีการร่วมประเมินกับหน่วยงานอื่นว่ามีถนนสายอื่นเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ทั้งนี้มองว่าปัญหาการจราจรที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากปริมาณรถที่เพิ่มขึ้นแต่พื้นผิวการจราจรเท่าเดิม และการทำถนนหลายพื้นที่ รวมถึงปัญหาน้ำท่วมขังด้วย ในระยะเร่งด่วนจะเร่งแก้ปัญหาถนนใน 21 สายหลักที่บช.น.ประเมินว่าเป็นสาเหตุของปัญหาการจราจรติดขัดทั่วกรุงเทพมหานคร
พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่รู้สึกกดดันกับกรอบเวลา1เดือน ที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี วางไว้ เพราะการดำเนินการทุกๆเรื่อง ต้องมีการกำหนดกรอบระยะเวลาอยู่แล้ว รวมทั้งเชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ เบื้องต้นมองว่าการแก้ปัญหาที่ผ่านมาสามารถทำให้การจราจรคลี่คลายได้เป็นบางช่วง หากแก้ไขปัญหาถนน21สายหลักได้ จะคลี่คลายปัญหาทั้งระบบ
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความจำเป็นต้องกำชับให้ตำรวจยศนายพลลงไปกำกับดูแลในพื้นที่ที่มีปัญหาด้วยตนเองหรือไม่ ผบ.ตร.ว่า ไม่มีความจำเป็นต้องกำชับให้ผู้บังคับบัญชาไปดูแลพื้นที่ เนื่องจากเป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ และพึงปฏิบัติอยู่แล้ว
ภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจราจรในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลกว่า 1 ชั่วโมง นายนันทพงศ์ เชิดชู รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ที่ประชุมตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจราจรขึ้น 5 ชุด ได้แก่ คณะทำงานขับเคลื่อนด้านกฎหมาย การกวดขันวินัยจราจร และอำนวยความสะดวกการจราจร, คณะทำงานขับเคลื่อนด้านกายภาพและปรับปรุงสภาพถนน, คณะทำงานขับเคลื่อนด้านการขนส่งสาธารณะ, คณะทำงานขับเคลื่อนด้านการบริหารจัดการและเทคโนโลยี และคณะทำงานขับเคลื่อนด้านการเสริมสร้างจิตสำนึกและการประชาสัมพันธ์
โดยประเด็นการเชื่อมโยงข้อมูลการออกใบสั่งของตำรวจกับกรมการขนส่งทางบก ที่ระบุว่า หากไม่ไปเสียค่าปรับกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่สามารถต่อทะเบียนรถยนต์และทำใบขับขี่ได้นั้น นายนันทพงศ์ ระบุว่า เรื่องนี้อยู่ในคณะทำงานชุดที่ 1 คือ การขับเคลื่อนด้านกฎหมายฯ โดยกรมการขนส่งทางบกเป็นกรรมการในชุดดังกล่าว มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหัวหน้าชุด และจะมีการนัดประชุมกลุ่มย่อยในครั้งต่อไปในเร็วๆ นี้ จะต้องพูดคุยกันในข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เพื่อที่จะให้ใบสั่งมีผลในทางปฏิบัติ มีผลในการช่วยควบคุมพฤติกรรมผู้ขับขี่หรือผู้ขับรถที่ฝ่าฝืนได้ ส่วนจะมีหน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดทำฐานข้อมูลหรือแอพลิเคชั่นนั้น ยังไม่มีการพูดคุยในเรื่องนี้
ทั้งนี้ที่ประชุมมีการเสนอให้เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย กวดขันในเรื่องการออกใบสั่งให้เป็นวาระพิจารณาเร่งด่วน หากใครได้รับใบสั่งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วไม่ไปชำระเงินภายใน 30 วัน ทางพนักงานจะส่งหนังสือแจ้งให้ชะลอการจะทะเบียนเสียภาษี และผู้ที่ถูกใบสั่งจะต้องจ่ายค่าปรับเพิ่มเป็น4เท่าเรื่องนี้เป็นการแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วน

