ศาลปกครองสั่งถอนคำสั่งปลด”ประเสริฐ สมะลาภา”พ้นเก้าอี้ปลัดกทม. ชี้ซื้อที่จอดรถขยะสมเหตุผล

22.09.16 | 17:31 น.

เมื่อวันที่ 22 กันยายน ที่ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ นายสมศักดิ์ ตัณฑเลขา ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลางเจ้าของสำนวนและองค์คณะ มีคำพิพากษาคดีที่นายประเสริฐ สมะลาภา อดีตปลัดกรุงเทพมหานคร ยื่นฟ้อง กรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-5 เรื่องกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จากกรณีมีคำสั่งลงโทษ นายประเสริฐ ไล่ข้าราชการออกจากราชการ

คำฟ้องสรุปว่า ผู้ฟ้องถูกคำสั่งกรุงเทพมหานคร 3811/2551 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2551 ลงโทษไล่ออกจากราชการ เนื่องจากทำให้ทางราชการได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐบาล กระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เนื่องจากกรณีการจัดซื้อที่ดินเพื่อใช้เป็นที่จอดรถขยะกรุงเทพมหานคร โดยเขตบางซื่อที่แพงเกินจริงและไม่สามารถใช้ประโยชน์ที่ได้ โดยฟังข้อเท็จจริงว่าผู้ฟ้องเป็นต้นเรื่องที่ทำให้มีการจัดซื้อที่ดินพิพาท เป็นผู้รับและผ่านเรื่องมาโดยตลอดเกือบทุกขั้นตอน แต่ไม่ได้มีการทักท้วงหรือคัดค้านโดยเปิดเผย สั่งการให้ผู้อำนวยการเขตชั้นในร่วมกันพิจารณาหาสถานที่จอดรถขยะทั้งที่ไม่มีข้อบัญญัติกฎหมายใดให้อำนาจกระทำได้

ละเว้นไม่สอบถามราคาประเมินที่ดินให้ถูกต้องครบถ้วนจากสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครและธนาคารพาณิชย์ ไม่ตรวจสอบที่ดินพิพาทมีทางเข้าออกสาธารณะหรือไม่ การให้ดำเนินการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษไม่อาจทำได้ เพราะกรณีมิใช่พัสดุที่เป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่จำเป็นต้องซื้อเฉพาะแห่ง ในการจัดซื้อไม่เตรียมของบประมาณ โดยจัดทำเป็นข้อบัญญัติงบประมาณประจำปีหรืองบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม แต่กลับไปขอใช้ยืมเงินสะสมกรุงเทพมหานครเพื่อการจัดซื้ออันเป็นการไม่ถูกต้อง การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและอาคารบนที่ดินระบุว่าสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินไม่มี ผู้ฟ้องได้อุทธรณ์ต่อผู้ถูกฟ้องที่3 โดยเสียงข้างมากเห็นว่าอุทธรณ์ฟังขึ้น แต่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความผิดได้ จึงมีมติลดโทษเป็นปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ

โดยศาลพิเคราะห์คำฟ้อง ข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว ปัญหาที่ว่าการดำเนินการจัดซื้อที่ดินพิพาทในราคาแพงเกินจริงและไม่สามารถใช้ประโยชน์ ในที่ดินได้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่

ศาลเห็นว่า ราคาประเมินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำกัด สาขานนทบุรี เฉลี่ยตารางวาละ 62,000-65,000 บาท จากธนาคารมหาชน สาขาถนนประชาราษฎร์ ตารางวาละ 62,500บาท โดยเป็นราคาเฉลี่ยทั้ง 17แปลง จากธนาคารอาคารสงเคราะห์ตารางวาละ 60,000 บาท โดยเป็นการประเมินที่ดินจำนวน 15 แปลง อีกทั้งราคาประเมินของที่ดินข้างเคียงระยะห่าง 1 กิโลเมตร ตารางวาละ 62,580บาท 41,000 บาท และ 40,000 บาท ดังนั้น ราคาที่ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ได้จัดซื้อมาในราคาตารางวาละไม่เกิน 59,700 บาท จึงเห็นว่าเป็นราคาที่ไม่ได้สูงหรือแพงกว่าราคาซื้อขายในท้องตลาด ถือไม่ได้ว่าเป็นราคาที่แพงเกินไป ศาลปกครองสูงสุดก็ได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2558 พิพากษายืนให้เพิกถอนคำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่ 3347/2550 ลงวันที่ 13 กันยายน 2550 ในส่วนที่สั่งให้ นายประเสริฐ ผู้ฟ้อง ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ถูกฟ้องที่ 1 โดยฟังว่าราคาที่ผู้ถูกฟ้องที่ 1 จัดซื้อเป็นราคาที่เหมาะสมกับสภาพที่ตั้งและราคาท้องตลาด เมื่อรวมราคาสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาท มีมูลค่าทรัพย์สินมากกว่าที่ได้จ่ายเงินไป ทั้งปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องที่ 1 ได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามวัตถุประสงค์แล้ว

Advertisement

สำหรับข้อกล่าวหาที่ว่า ผู้ฟ้องไม่ดำเนินการจัดทำเป็นข้อบัญญัติงบประมาณประจำปีหรืองบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม แต่กลับเสนอเรื่องให้หารือยืมเงินสะสมกรุงเทพมหานครในที่ประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และในที่สุดได้เสนอขอความเห็นชอบให้อนุมัติให้ยืมเงินสะสมกรุงเทพมหานครในการจ่ายค่าจัดซื้อที่ดิน ทั้งการจัดซื้อในครั้งนี้ไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ไม่ควรใช้การจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ อีกทั้งในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ก็โอนเฉพาะที่ดิน โดยในสัญญาซื้อขายที่ดินระบุว่า สิ่งปลูกสร้างในที่ดินไม่มี นั้น

ศาลเห็นว่าการกำหนดให้การจัดซื้อที่ดินเพื่อเป็นที่จอดรถขยะเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน หรือมีการกำหนดให้มีการขอยืมเงินสะสมกรุงเทพมหานคร ไม่ใช่เป็นการริเริ่มจากผู้ฟ้องแต่ประการใด อีกทั้งผู้ฟ้องไม่ใช่ผู้มีอำนาจผู้กำหนดว่าเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วน แต่เป็นเรื่องปัญหาเก่าที่ค้างมานานที่ผู้บริหารกรุงเทพมหานครต้องการให้มีการแก้ไขโดยเร็ว ในทำนองเดียวกันเรื่องการยืมเงินสะสม มีคณะกรรมการ ซึ่งมีผู้อำนวยการสำนักการคลังเป็นประธานพิจารณาก่อนนำเสนอ ผู้ถูกฟ้องที่2 ดังนั้นการที่ผู้ฟ้องไม่คัดค้าน ทักท้วง จึงเป็นเรื่องที่มีเหตุอันสมควร

ส่วนในเรื่องการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ที่ปรากฏตามหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2540 ระบุว่า สิ่งปลูกสร้างในที่ดินไม่มี เป็นเรื่องระหว่างผู้อำนวยการเขตบางซื่อ ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ถูกฟ้องที่ 2 โดยตรงกับผู้ขาย และเจ้าพนักงานที่ดิน โดยเป็นเรื่องทางปฏิบัติในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ไม่ต้องผ่านผู้ฟ้อง และเป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบหรือเกี่ยวข้องโดยตรงของผู้ฟ้องคดีแต่ประการใด

จากพยานหลักฐานฟังได้ว่า กรณีดำเนินการจัดซื้อที่ดินเพื่อใช้เป็นที่จอดรถขยะของผู้ถูกฟ้องที่ 1 เป็นราคาที่สมเหตุสมผล มีทางเข้าออกและผู้ถูกฟ้องที่ 1 สามารถใช้ประโยชน์ได้ตามวัตถุประสงค์ อีกทั้งไม่ปรากฏพยานหลักฐานหรือถ้อยคำของบุคคลใดว่า ผู้ฟ้องได้รับประโยชน์หรือกระทำเพื่อให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งได้รับผลประโยชน์จากการจัดซื้อที่ดินในครั้งนี้ ไม่ได้จงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย

ดังนั้น คำสั่งกรุงเทพมหานคร วันที่ 15 สิงหาคม 2551 ที่ลงโทษไล่ผู้ฟ้องออกจากราชการ และคำสั่งกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2552 ที่ลงโทษปลดผู้ฟ้องออกจากราชการตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ ผู้ถูกฟ้องที่ 4 ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นคำสั่งที่ออกบนพื้นฐานข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้องหรือไม่มีอยู่จริง เนื่องจากผู้ฟ้องไม่ได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามฐานความผิดมาตราต่างๆ ที่ระบุไว้ในคำสั่งลงโทษ ศาลปกครองกลางจึงพิพากษาเพิกถอนคำสั่งกรุงเทพมหานครและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำพิพากษาคดีดังกล่าวเป็นเพียงการวินิจฉัยของศาลชั้นต้น คู่ความยังสามารถยื่นอุทธรณ์คดีได้ภายใน30วันต่อศาลปกครองสูงสุด