จี้จับสาวแบงก์ต้องสงสัยสวมชื่อเปิดบัญชี ลักเช็คขึ้นเงิน1ล้าน พักงานพงส.รอสอบวินัย

27.09.16 | 14:29 น.

เมื่อเวลา10.30 น. วันที่ 27กันยายน ที่ สน.หัวหมาก นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อมนางรัสรินทร์หรือเจี๊ยบ โชติชัยวรพงศ์ อายุ 42 ปี ผู้เสียหาย เข้าพบ พ.ต.ท.นพพร ศรีสุชาติ รอง ผกก.(สอบสวน) สน.หัวหมาก หลังถูกนายวีระชัย เลิศลักษณ์ปรีชา ผู้ต้องหาวิ่งราวทรัพย์ กระชากกระเป๋า เหตุเกิดที่ลานจอดรถชั้น 3 อินสบายคอนโด โดยภายในกระเป๋ามีเอกสารทางราชการ ทรัพย์สิน และแคชเชียร์เช็ค ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเอ็มไพร์ทาวเวอร์ (ถนนสาทร) สั่งจ่ายบัญชีเฉพาะให้แก่ น.ส.รัสรินทร์ โชติชัยวรพงศ์ จำนวนเงิน 1 ล้านบาท ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 1.2 ล้านบาท หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมคนร้ายได้และดำเนินคดี ต่อมา น.ส.รัสรินทร์ทราบว่าคนร้ายนำบัตรประชาชนของตนไปเปิดบัญชีเพื่อขึ้นเงินเช็คธนาคารจำนวน 1 ล้านบาท และได้แจ้งความเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2558 แต่คดียังไม่มีความคืบหน้า


น.ส.รัสรินทร์กล่าวว่า มีอาชีพเปิดคลินิกเสริมความงาม ที่ จ.กาญจนบุรี ก่อนหน้านี้อาศัยอยู่ที่คอนโดมิเนียม ย่านพระราม 9 และถูกวิ่งราวทรัพย์เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2558 ภายในมีทรัพย์สินและเช็คเงินสดจำนวนหนึ่งล้านบาท หลังเกิดเหตุได้แจ้งความและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดไปแล้ว แต่ไม่ได้ทรัพย์สินคืน ต่อมาเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ทราบว่ามีคนร้ายนำบัตรประชาชนของตนไปเปิดบัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาคิวเฮาส์ ลุมพินี และนำเช็คเงินสดจำนวนหนึ่งล้านบาทที่โดนวิ่งราวไปขึ้นเงิน โดยคนร้ายเชื่อว่าน่าจะเป็นคนรู้จักกับผู้ต้องหาที่วิ่งราวทรัพย์ตน จึงประสานขอให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยาตรวจสอบ และยอมรับว่ามีการเปิดบัญชีธนาคารจริง โดยอ้างว่าเป็นบุคคลหน้าเหมือน และไม่มีการรับผิดชอบใดๆจากทางธนาคาร

น.ส.รัสรินทร์กล่าวต่อว่า เมื่อต้นปีที่ผ่านมามีคนร้ายเป็นชายโทรศัพท์ข่มขู่ให้ถอนแจ้งความ ประกอบกับคดีไม่มีความคืบหน้าจึงนำหลักฐานเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดของคนร้ายที่เข้าไปเปิดบัญชีธนาคาร และหลักฐานเกี่ยวกับลายมือชื่อมามอบให้กับพนักงานสอบสวน เพื่อประกอบเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีกับคนร้าย

ด้าน พ.ต.ท.นพพรกล่าวว่า คดีดังกล่าวมีความคืบหน้าไปมากกว่าร้อยละ 80 แล้ว แต่สำนวนคดียังขาดหลักฐานบางส่วนคือหลักฐานที่เป็นลายมือชื่อ และเอกสารยืนยันตัวบุคคล เมื่อได้มาจะต้องมอบให้กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) นำไปตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง ขณะนี้มีการออกหมายจับผู้ต้องหาเป็นผู้หญิง ที่ปรากฏในภาพวงจรปิดที่ทางผู้เสียหายนำมามอบให้เป็นหลักฐาน จะสอบปากคำผู้เสียหายเพื่อยืนยันชื่อคนร้ายในภาพกล้องวงจรปิด ก่อนจะนำหลักฐานทั้งหมดไปมอบให้เจ้าหน้าที่ศาลเพื่อออกหมายจับ และประสานฝ่ายสืบสวนจับกุมผู้ต้องหามาดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันปลอมแปลงเอกสารและใช้เอกสารปลอม ร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ของผู้อื่นโดยมิชอบ ส่วนความเสียหายที่นำเช็คเงินสดไปขึ้นเงิน ต้องประสานเจรจากับทางธนาคารอีกครั้งหนึ่ง หากเจรจาไม่เป็นผลต้องฟ้องร้องคดีทางแพ่งต่อไป

Advertisement

ทั้งนี้มีรายงานข่าวแจ้งว่า ผู้ต้องหาที่ปรากฏในภาพจากกล้องวงจรปิดทราบชื่อ นางกรองกาญจน์ (สงวนนามสกุล) พนักงานธนาคารแห่งหนึ่ง สำหรับพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบคดีนี้ เมื่อปี 2558 ถูกสั่งพักราชการเป็นเวลา 20 วัน ระหว่างการพิจารณาความผิดทางวินัย เนื่องจากมีการปล่อยปละละเลย