ศาลปค.สั่งถอนคำสั่งกทม.บี้’โภคิน พลกุล’จ่าย1.4พันล้าน ชดใช้ค่าเสียหายซื้อรถเรือดับเพลิง

27.09.16 | 15:52 น.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 27 กันยายน ที่ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ นายสมศักดิ์ ศุภะรัชฎเดช ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง เจ้าของสำนวน และองค์คณะ อ่านคำพิพากษาคดีที่นายโภคิน พลกุล อดีตรองประธานศาลปกครองสูงสุด และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้ถูกฟ้องคดี 1-2 กรณีออกคำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้เงินแก่กรุงเทพมหานคร 1,434,463,937.07 บาท จากกรณี ป.ป.ช.ชี้มูลว่า ผู้ฟ้องคดีกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ เกี่ยวกับการจัดซื้อรถดับเพลิงและเรือดับเพลิง พร้อมด้วยอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยในราคาที่สูงเกินความเป็นจริงก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ

คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่ 4813/2553 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่ 1365/2557 ลงวันที่ 21 เมษายน 2557 เรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ศาลเห็นว่า ขณะผู้ฟ้องคดี ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้เสนอขออนุมัติโครงการจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิงฯ ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง เสนอผ่านผู้ฟ้องคดีต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วมีมติอนุมัติหลักการโครงการฯดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2547 มอบหมายให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นผู้ทำความตกลงกับรัฐบาลของสาธารณรัฐออสเตรีย ซึ่งนายสมัคร สุนทรเวช ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในขณะนั้นมีบันทึกถึงผู้ฟ้องคดีเพื่อเสนอขอให้พิจารณาลงนามใน A.O.U. ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ A.O.U. เรื่องการจัดหารถ-เรือดับเพลิงฯ ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐออสเตรีย ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2547

เมื่อพิจารณาข้อความที่ปรากฏใน A.O.U ทั้งฉบับภาษาอังกฤษและภาษาไทยในส่วนภาคผนวกต่างๆ แนบท้ายบันทึกได้กำหนดว่า เห็นว่า A.O.U. เป็นเพียงกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนำไปสู่การทำสัญญาซื้อขายกันอีกครั้งหนึ่ง โดยคู่สัญญาจะต้องไปปรับปรุงรายละเอียดของสินค้าให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนดภายในกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติ และเมื่อเป็นเพียงกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ จึงมิได้ก่อให้เกิดพันธะผูกพันทางกฎหมาย อันจะทำให้เป็นสนธิสัญญาตามคำนิยามของอนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ.1969 โดยก่อนที่ผู้ฟ้องคดีลงนาม A.O.U. เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2547 ได้รับการยืนยันจากกรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนและได้ตรวจสอบความถูกต้องของการดำเนินการแล้ว ต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม 2547 นายสมัครมีบันทึกถึงผู้ฟ้องคดียืนยันว่าการลงนามใน A.O.U. เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2546 แล้ว

พฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวจะเห็นได้ว่ามีเหตุผลเพียงพอให้เชื่อได้ว่าผู้ฟ้องคดี เห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาและขั้นตอนการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวโดยถูกต้องแล้ว

Advertisement

แม้ผู้ฟ้องคดีลงนามใน A.O.U. ไปโดยไม่มีอำนาจ แต่ปรากฏต่อมาว่ากระทรวงมหาดไทย มีหนังสือลงวันที่ 16 สิงหาคม 2547 ขออนุมัติคณะรัฐมนตรีเพื่อก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณพร้อมแจ้งว่าผู้ฟ้องคดีได้ลงนาม A.O.U. ในเรื่องการจัดการรถดับเพลิงและอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยให้กับกรุงเทพมหานครผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กับเอกอัครราชทูตออสเตรียประจำประเทศไทยเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2547 แล้ว และในวันที่ 17 สิงหาคม 2547 มีการนำ A.O.U. ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยลงนามให้คณะรัฐมนตรีดู

ไม่มีผู้ใดคัดค้าน และเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2547 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กระทรวงมหาดไทยโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณในโครงการดังกล่าว จึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่าคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในตัวบุคคลที่ลงนามใน A.O.U. แล้ว ตั้งแต่วันอนุมัติโครงการและถือว่าผู้ฟ้องคดีลงนามโดยคณะรัฐมนตรีได้ให้สัตยาบันแก่การลงนามนั้นแล้ว ส่วนผู้ฟ้องคดี ทราบคุณลักษณะเฉพาะของรถและเรือดับเพลิงก่อนลงนาม A.O.U. หรือไม่นั้น กรณีรับฟังได้ว่า ก่อนลงนาม A.O.U. ผู้ฟ้องคดีไม่เคยได้รับเอกสาร จาก บริษัท สไตเออร์ฯ

ส่วนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 อ้างว่า มีหนังสือขอให้ผู้ฟ้องคดีทบทวนการจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิงฯ ศาลเห็นว่าอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการเงินงบประมาณทั้งหมดเป็นของ กรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1โดยผู้ว่ากทมฯ เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่ได้เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่อย่างใด เนื่องจากระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการใช้จ่ายเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดให้แก่กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2533 ข้อ 6 เพียงแต่กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อขออนุมัติในการจ่ายเงินเท่านั้น หากกรุงเทพมหานครผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เห็นว่าการจัดซื้อโครงการฯไม่ถูกต้องหรือผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1ยังไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร เป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ผู้ว่าฯกทม.ที่จะต้องทบทวนข้อตกลงซื้อขายด้วยตนเอง

จึงเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อกระทำต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผิดกฎหมายทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้รับความเสียหายแก่ทรัพย์สิน จึงไม่ได้กระทำละเมิดต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,434,463,937.07 บาท รวมทั้งค่าเสียหายอื่นๆ และค่าเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ขอสงวนสิทธิที่จะเรียกร้องให้ชดใช้เพิ่มเติมในภายหลัง ตามที่ระบุไว้ในคำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่ 1365/2557 ลงวันที่ 21 เมษายน 2557 แต่อย่างใด ดังนั้น คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลปกครองกลาง จึงพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตามคำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่ 1365/2557 ลงวันที่ 21 เมษายน 2557 ที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จำนวน 1,434,463,937.07 บาท ทั้งนี้ โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่มีคำสั่งดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำพิพากษาดังกล่าวเป็นคำพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งคู่ความยังสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายใน 30 วัน