อัยการพร้อมยื่นศาล ส่ง 3 ผู้ร้ายข้ามแดนค้ามนุษย์โรฮีนจา เอี่ยวแก๊งพล.ท.มนัส ให้มาเลเซีย

อัยการพร้อมยื่นส่ง 3 ผู้ร้ายข้ามแดนค้ามนุษย์โรฮีนจาเอี่ยวแก็งพล.ท.มนัส ให้ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตส่งไปดำเนินคดีมาเลเซีย

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 64 ที่สำนักงานอัยการสูงสุดถ.แจ้งวัฒนะ นายประยุทธ เพชรคุณ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และ นายสุทธิ สุขยิ่ง อัยการพิเศษฝ่ายกิจการต่างประเทศ 1 พร้อมด้วย นายธีรัช ลิมปยารยะ อัยการประจำสำนักอัยการสูงสุด ร่วมกันแถลงข่าวคดีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้กับประเทศมาเลเซีย (คดีค้ามนุษย์โรฮีนจา)

นายประยุทธ กล่าวว่า คดีนี้ประเทศมาเลเซียมีคำร้องขอให้ประเทศไทยส่งผู้ร้ายข้ามแดนในครั้งนี้เป็นขบวนการคดีค้ามนุษย์ที่เชื่อมโยงกับคดีค้ามนุษย์ข้ามชาติ (เหยื่อค้ามนุษย์เป็นชาวโรฮีนจา) ที่ทางการประเทศไทยได้จับกุมและดำเนินคดี พล.ท.มนัส คงแป้น กับพวกอีกหลายคน ที่ร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันค้ามนุษย์ในประเทศไทย โดยเหยื่อถูกฆ่าและนำศพไปฝังหลายศพและยังมีเหยื่อที่รอดชีวิตได้รับการช่วยเหลืออีกจำนวนมาก คดีดังกล่าวพนักงานอัยการได้ฟ้องพล.ท.มนัส กับพวกฐานค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจาต่อศาล และต่อมาศาลได้มีคำพิพากษาจําคุก พล.ท.มนัส คดีถึงที่สุดแล้ว

โดยขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติดังกล่าว มีเป้าหมายที่จะนำเหยื่อค้ามนุษย์ผ่านประเทศไทยไปยังประเทศมาเลเซีย และมีการนำเหยื่อชาวโรฮิงญาเป็นจำนวนมากข้ามไปยัง รัฐปะลิส ประเทศมาเลเซีย ซึ่งต่อมาทางการมาเลเซียได้ทลายขบวนการค้ามนุษย์ พบเหยื่อค้ามนุษย์ถูกฆ่าและฝังศพไว้เป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีการช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ที่รอดชีวิตบางส่วนออกมาได้ โดยพฤติการณ์และข้อเท็จจริงดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับการกระทำต่อเหยื่อค้ามนุษย์ที่ประเทศไทยได้ทลายขบวนการค้ามนุษย์จนมีการดำเนินคดีผู้ที่ร่วมกระทำความผิดดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเหตุคดีนี้เกิดในช่วงเดือน ส.ค.2557-มี.ค.2558 จากการสอบสวนของพนักงานสอบสวนรัฐปะลิส ประเทศมาเลเซีย พบว่าผู้ร่วมกระทำความผิดในคดีค้ามนุษย์ดังกล่าวเป็นชาวไทยรวมอยู่ด้วยจำนวน 9 คนและได้หลบหนีเข้ามาในประเทศไทย

สำนักงานอัยการต่างประเทศจึงได้ดำเนินการตามกฎหมายโดยมีคำขอต่อศาลอาญาให้ออกหมายจับคนร้ายที่ร่วมกระบวนการค้ามนุษย์ตามที่ทางการมาเลเซียแจ้งมาทั้ง 9 คน เป็นคนสัญชาติไทยทั้งหมด ผู้ชาย8 คนหญิง 1 คน และต่อมาศาลอาญาได้ออกหมายจับบุคคลทั้งหมดดังกล่าวและสำนักงานอัยการสูงสุดได้ส่งหมายจับให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อดำเนินการติดตามจับกุมต่อไป

ต่อมาเมื่อวันที่ 25 ต.ค.64 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ทำการจับกุมนายเจ๊ะปา ลาปีอี หนึ่งในผู้ที่ทางการมาเลเซียร้องขอได้และนำส่งตัวให้กับพนักงานอัยการสำนักงานต่างประเทศซึ่งพนักงานอัยการได้ยื่นขอส่งนายเจ๊ะปา ลาปีอีต่อศาลอาญาเพื่อดำเนินกระบวนการตามขั้นตอนกฎหมาย เพื่อให้ศาลมีคำสั่งส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้กับประเทศมาเลเซีย

ล่าสุด วันนี้ (28 ต.ค. 2564) สำนักงานต่างประเทศสำนักงานอัยการสูงสุด ได้รับการประสานงานจากสํานักงานตำรวจแห่งชาติว่าสามารถติดตามบุคคล ที่ทางการมาเลเซียร้องขอ และศาลอาญาได้ออกหมายจับแล้วเพิ่มอีก 2 คนคือนายอรุณ แก้วฝ่ายนอก และนายบุญเย็น เนสาแหละ โดยจะส่งบุคคลทั้งสองให้กับพนักงานอัยการในวันนี้ ซึ่งหากได้รับตัวจากเจ้าหน้าที่ตำรวจพนักงานอัยการจะได้ยื่นฟ้องบุคคลทั้งสองต่อศาลอาญาทันที เพื่อเข้าสู่กระบวนการเช่นเดียวกันกับนายเจ๊ะปา ลาปีอี และคดีทั้ง 2 จะอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลต่อไป

ด้านนายสุทธิ อัยการพิเศษฝ่ายกิจการต่างประเทศ 1 กล่าวว่า คดีสำนักงานอัยต่างประเทศได้รับการร้องขอจากรัฐบาลมาเลเซียผ่านรัฐบาลให้ดำเนินการส่งผู้ร่วมกระทำผิดซึ่งเป็นคนไทย9คน ไปรับโทษที่ประเทศมาเลเซีย โดยมีอัยการสูงสุด ในฐานะผู้ประสานงานกลางคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดน ตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2551 ให้สำนักงานฝ่ายกิจการต่างประเทศ 1 เป็นผู้รับผิดชอบคดี โดยทางอัยการก็มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ นำสืบต่อศาล ทั้งนี้โดยปกติแล้วเราจะไม่ส่งคนไทยให้ต้องไปรับโทษในต่างประเทศเว้นแต่ว่าจะมีประเทศที่ทำสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันร้องขอมา แต่คดีนี้ถือว่ามีความร้ายแรง เพราะเกี่ยวการค้ามนุษย์ข้ามชาติ

นายธีรัช อัยการเจ้าของสำนวนคดีนี้ ระบุว่า เบื้องต้น สอบถามผู้ต้องหาในการต่อสู้คดีว่าจะยินยอมต่อสู้คดีหรือไม่ ซึ่งผู้ต้องหากล่าวพร้อมที่จะต่อสู้คดีและปฏิเสธความผิดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์โรฮีนจา ซึ่งระยะเวลาในการพิจารณาของศาลต้องใช้เวลาพอสมควร และเมื่อศาลมีคำสั่งให้ส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนแล้วผู้ต้องหาก็มีสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์คดีได้ตามกฎหมาย

นายประยุทธ กล่าวว่า ในเรื่องความผิดฐานค้ามนุษย์เป็นหนึ่งในอาชญากรรมข้ามชาติที่ทั่วโลกและรัฐบาลไทยให้ความสำคัญในการปราบปรามสำนักงานอัยการสูงสุดซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นหนึ่งในหน่วยงานของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างยิ่งและหนึ่งในนโยบายที่สำคัญของนายสิงห์ชัย ทนินซ้อน อัยการสูงสุดที่ได้แถลงนโยบายไปเมื่อวันที่ 11 ต.ค.2564 คือการดำเนินการเชิงรุกเพื่อส่งเสริมความร่วมมือกับต่างประเทศ และเพื่อให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมรวมถึงอาชญากรรมข้ามชาติมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดมีความพร้อม และมีทีมพนักงานอัยการที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญพร้อมขับเคลื่อนและให้ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ พล.ท.มนัส อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก จำเลยคนสำคัญคดีค้ามนุษย์โรฮีนจาถูกศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 82 ปี ฐานสมคบกันค้ามนุษย์ฯ และจำคุกอีก 40 ปี ฐานร่วมกันฟอกเงินจากการค้ามนุษย์โรฮีนจา อย่างไรก็ตาม พล.ท.มนัส ได้เสียชีวิตลงด้วยอาการหัวใจล้มเหลวในเรือนจำเมื่อช่วงค่ำของ วันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon