นายรองรัฐ พุ่มคชา พนักงานอัยการสำนักงานวิจัยกฎหมายอาญาและพัฒนากระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด ได้เขียนบทความ เรื่องกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ว่าด้วย “พ.ส.” เมื่อ “ทำดีได้ดี ทำชั่ว (ผิดพลาด) ได้รับโอกาส” โดยได้กราบนมัสการถึง พระมหาไพรวัลย์ ว่า
“กระผมได้ติดตามและชื่นชม พส. ไพรวัลย์ มาเป็นเวลาพอสมควรก่อนที่ พส.จะ #แมส ดังปรากฏ #สภาพ ณ ปัจจุบัน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะประทับใจวิธีการเผยแผ่ธรรมะที่เรียบง่ายเป็นกันเองของท่าน แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดคงเป็นเพราะทัศนะของท่านที่ได้แสดงออกต่อสาธารณะในหลากหลายโอกาส ท่านให้ความสำคัญต่อสิทธิ เสรีภาพของทั้งพระ เณร ตลอดจนฆราวาส นอกจากนี้ แทนที่จะกล่าวอ้างความศักดิ์สิทธิ์ ควรกราบไหว้ของศาสนา ท่านเลือกที่จะเชื่อมโยงคุณค่าของศาสนากับความมีเหตุมีผล และความเป็นธรรม หากแม้นท่านมิใช่ พส. แต่เป็น นกม. เฉกเช่นกระผมแล้ว ท่านก็คงเป็นนักกฎหมายที่น่าเคารพอย่างยิ่ง ด้วยท่านให้ความสำคัญกับสิทธิ และเสรีภาพ อันเป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐานที่ขาดเสียไม่ได้ หากจะได้ชื่อว่าเป็นนักกฎหมายที่สมบูรณ์
ยิ่งไปกว่านั้น การที่ท่านให้คุณค่ากับเหตุผล และความเป็นธรรม ก็ดูจะสอดคล้องกับคุณลักษณะสำคัญของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในอุดมคติ ซึ่งถูกคาดหวังให้สามารถแก้ปัญหา ความท้าทายของสังคม ควบคู่ไปกับการให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง แน่นอนที่สุด ในความพยายามที่จะแก้ปัญหาและความท้าทายของสังคมบางประการ คุณค่าที่คนในสังคมเคยยึดถือว่าจริงแท้แน่นอนย่อมอาจถูกตั้งคำถาม ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้คนในสังคมต้องเลือกว่าจะยึดมั่นถือมั่นกับคุณค่าเดิมโดยไม่ตั้งคำถาม หรือจะลองเปิดใจรับฟังเหตุผลที่สนับสนุนคุณค่าแบบใหม่ดูบ้าง สังคมที่มีวุฒิภาวะจะจัดให้มีกระบวนการแลกเปลี่ยน ถกเถียงเพื่อหาสมดุลระหว่างความเชื่อกับเหตุผลความจำเป็น สังคมไทยเรามีโอกาสได้ทดลองรับมือกับการปะทะกันระหว่างคุณค่าทั้งสองมาหลายครั้ง บางครั้งสำเร็จ บางคราวล้มเหลว บางเรื่องไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้เริ่มต้น การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาเพื่อเปิดพื้นที่ให้มีการทำแท้งโดยปลอดภัยภายใต้เงื่อนไขที่เปิดกว้างขึ้น เป็นตัวอย่างความสำเร็จหนึ่ง ที่ทำให้เรายังพอมีความหวังว่า ถ้าเราทั้งหลายตั้งใจ ใช้สติและปัญญาแล้ว สังคมไทยเราคือสังคมที่มีวุฒิภาวะสูงไม่แพ้สังคมอารยะทั่วไปได้เหมือนกัน
ครั้งหนึ่ง เคยได้มีโอกาสรับฟังทัศนะของท่านในเรื่องที่ละเอียดอ่อน ดังตัวอย่างเรื่องการทำแท้งมาแล้ว โอกาสนี้ จึงใคร่ขอกราบนมัสการ ปุจฉา ท่านพส. เกี่ยวกับหลักธรรมคำสอนและความเชื่อในทางพุทธศาสนา อันว่าด้วยการ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ว่าสัมพันธ์/ขัดแย้ง กับความเชื่อที่ว่าบุคคลแม้เคยประพฤติชั่วร้ายมาก่อนก็อาจกลับตัวได้ เฉกเช่นองคุลีมาล ที่เปลี่ยนจากโจรฆ่าคนกลายเป็นบรรลุธรรมขั้นสูง โดยจะขอเทียบเคียงกับทฤษฎีการลงโทษทางอาญา และหลักการบางประการซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ดังจะได้กล่าวต่อไปนี้
ทฤษฎีการลงโทษทางอาญา
“ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” “กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตามสนอง” คติธรรมทั้งสองนี้ อธิบายกระบวนการยุติธรรมในยุคเริ่มต้นได้ชัดเจนที่สุด ในยุคสมัยที่ผู้ปกครองนำเอาคติความเชื่อทางศาสนาผนวกเข้ากับการปกครอง การลงโทษผู้กระทำความผิดจึงมีลักษณะของตาต่อตา ฟันต่อฟัน กล่าวคือ บุคคลก่อให้เกิดผลร้ายแก่ผู้อื่นเท่าใด บุคคลนั้นก็พึงได้รับการลงโทษในระดับเสมอกัน เข้าทำนองว่า “ชีวิตแลกชีวิต” การลงโทษรูปแบบดังกล่าวในทางทฤษฎีเรียกว่า “การลงโทษเพื่อแก้แค้น” (Retribution) ในขณะที่ความยุติธรรมในอุดมคติตามทฤษฎีการลงโทษเพื่อแก้แค้นมุ่งเน้นไปที่พฤติกรรมของผู้กระทำผิดในอดีต แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับผลกระทบในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้กระทำความผิดและสังคม ทฤษฎี “การลงโทษเพื่อยับยั้ง ป้องกัน” (Deterrence) จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อมุ่งหมายให้การลงโทษมีผลในทางยับยั้ง โดยกำหนดให้มีมาตรการคุมขังอันเป็นการปิดโอกาสมิให้ผู้กระทำผิดมีโอกาสกระทำความผิดซ้ำในระหว่างต้องโทษ และคาดหวังว่าผู้กระทำความผิดจะเข็ดหลาบไม่กล้าที่จะกระทำความผิดซ้ำอีก เมื่อพ้นโทษออกไป ในขณะเดียวกันก็มุ่งหวังให้เกิดผลในทางข่มขู่ เพื่อป้องกันมิให้ผู้อื่นเอาเยี่ยงอย่างการกระทำความผิด อย่างไรก็ดี ปรากฎหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า การคุมขังหรือการลงโทษอย่างรุนแรงไม่อาจปรับพฤติกรรมของผู้กระทำความผิด มิให้กระทำความผิดซ้ำอย่างได้ผล นักกฎหมายอเมริกัน George F. Kirchway ให้ทัศนะว่า มาตรการลงโทษเพื่อการยับยั้งนั้น ใช้ได้ผลดีเฉพาะกับบุคคลที่ไม่มีพฤติกรรมที่ละเมิดต่อกฎหมายอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ ทฤษฎี “การลงโทษเพื่อแก้ไข” (Rehabilitation) จึงพยายามแก้ปัญหาที่สาเหตุแห่งการกระทำความผิดรายบุคคล มุ่งเน้นการฟื้นฟูให้ผู้กระทำความผิดปรับพฤติกรรมที่เป็นสาเหตุแห่งการกระทำความผิด และเตรียมความพร้อมให้ผู้กระทำความผิดกลับคืนสู่สังคมได้ และไม่กลับมากระทำความผิดซ้ำอีก
ปัจจุบัน รูปแบบการลงโทษทางอาญากระแสหลัก หรือที่เรียกว่ากระบวนการยุติธรรมทางอาญาแบบทางการ (formal criminal justice) ซึ่งกระบวนการฟื้นฟูผู้กระทำความผิดส่วนใหญ่ อาทิ การฟื้นฟูสภาพจิตใจ การบ่มเพาะทัศนคติในทางสร้างสรรค์ การฝึกอาชีพ ล้วนเกิดขึ้นอยู่ที่ปลายทางของสายพานกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเริ่มจากตำรวจ อัยการ ศาล กว่าจะถึงสถานีฟื้นฟูผู้กระทำผิดในสถานีสุดท้ายคือเรือนจำ กรณีจึงอาจกล่าวได้ว่า รูปแบบการลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาแบบทางการในปัจจุบัน ได้ผสานเป้าหมายของการลงโทษเพื่อยับยั้งป้องกัน และแก้ไขฟื้นฟูเข้าด้วยกันนั้นเอง
กระบวนการยุติธรรมทางเลือก (การเบี่ยงคดีออกนอกศาล)
แม้ว่า กระบวนการยุติธรรมทางอาญาแบบเป็นทางการในปัจจุบัน กล่าวโดยเฉพาะถึง กระบวนการกล่าวโทษ พิสูจน์ความผิด และลงท้ายด้วยการลงโทษผู้กระทำความผิดโดยวิธีการจำคุก มีวัตถุประสงค์เพื่อยับยั้งการกระทำความผิด และฟื้นฟูผู้กระทำความผิด แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่า การลงโทษด้วยวิธีจำคุกนั้น ก่อให้เกิดผลในทางตรงกันข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากบังคับโทษจำคุกต่อบุคคลซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดเพียงเล็กน้อย ซึ่งการนำบุคคลเหล่านี้ ไปคุมขังอาจเป็นการบีบบังคับทางอ้อมให้ผู้ต้องขังได้เรียนรู้ และซึมซับพฤติกรรมตลอดจนรูปแบบการกระทำความผิดจากนักโทษความผิดร้ายแรง และในที่สุดอาจขยับสถานะจากผู้หลงผิดเป็นนักโทษฉกรรจ์ในอนาคต นอกจากนี้ ในส่วนของบุคคลกลุ่มเปราะบาง อาทิ เด็ก ผู้ติดสารเสพติด ผู้มีปัญหาทางจิต ผู้หญิง ซึ่งต้องการการเอาใจใส่เป็นพิเศษ เรือนจำอันเป็นสถานที่จำคุกย่อมไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการให้ความเอาใจใส่ต่อกลุ่มบุคคลดังกล่าวอย่างแน่นอน
ด้วยตระหนักว่า วัตถุประสงค์ของการจำกัดเสรีภาพของผู้ต้องขังนั้นมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อคืนผู้กระทำผิดสู่สังคม และโดยเชื่อมั่นว่ายังมีมาตรการอื่นที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการจำคุก อันส่งผลดีต่อทั้งตัวผู้กระทำผิด และสังคม ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ได้ให้การรับรองมาตรฐานขั้นต่ำสหประชาชาติว่าด้วยมาตรการไม่ควบคุมตัว “ข้อกำหนดโตเกียว” โดยข้อกำหนดดังกล่าวเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกเลือกใช้มาตรการคุมขังบุคคลในฐานะเป็นมาตรการสุดท้ายที่จำเป็น (last resort) โดยสนับสนุนการใช้มาตรการทางเลือกอื่นแทนการคุมขัง ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงสิทธิของผู้กระทำความผิด ผู้เสียหาย ความปลอดภัยของสังคมและการป้องกันอาชญากรรม
กระบวนการยุติธรรมทางอาญากระแสหลักดังกล่าว นอกจากจะไม่ประสบความสำเร็จในการลดอัตราการกระทำความผิดแล้ว ความปรารถนาที่จะแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องโทษเพื่อให้เขาเหล่านั้นกลับคืนสู่สังคมได้ก็ดูจะส่งผลในทางตรงกันข้าม เนื่องจากการดำเนินคดีอาญาในรูปแบบทางการดังกล่าว ได้สร้างมลทินให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา แม้ว่าปลายทางแล้วบุคคลนั้นอาจจะมิได้ถูกจำคุกในความหมายที่เราเข้าใจกันก็ตาม นอกเหนือไปจากผลกระทบต่อผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งต้องสูญเสียโอกาส และอิสรภาพในระหว่างที่ตนถูกดำเนินคดี กระบวนการยุติธรรมตามรูปแบบที่เคร่งครัดดังกล่าวยังอาจสร้างรอยแผลให้แก่บุคคลที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้เสียหาย เพราะในขณะที่รัฐทุ่มเททรัพยากรไปกับการค้นหาและพิสูจน์ความจริงเพื่อตัดสินว่าผู้ต้องหาเป็นผู้กระทำความผิดและสมควรต้องรับโทษหรือไม่ ความต้องการของผู้เสียหายที่จะได้รับการชดเชยความเสียหาย ความปรารถนาที่อยากให้ผู้อื่นรับรู้ถึงความเจ็บปวดของตน ตลอดจนการได้ปรับความเข้าใจและรับการขอขมาจากผู้ต้องหา ก็ถูกลดความสำคัญลงไป ทั้งที่ผู้เสียหายคือบุคคลที่ควรได้รับความสำคัญในลำดับแรก ยังไม่นับว่า บางกรณีผู้เสียหายอาจไม่ปรารถนาที่จะดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดเลยด้วยซ้ำ
เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ประกอบกับความจำเป็นในการสงวนทรัพยากรทั้งทางด้านงบประมาณและบุคลากรไว้เพื่อรับมือกับการกระทำความผิดอาญาร้ายแรง กระบวนการยุติธรรมทางเลือกในรูปแบบต่างๆ จึงได้ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อคลายความเคร่งครัดของการดำเนินคดีตามรูปแบบที่เป็นทางการ โดยวิธีการ “เบี่ยงเบน” (Diversion) การระงับข้อพิพาท ออกจากกรอบวิธีการดำเนินคดีตามรูปแบบปกติทางการ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดผลลัพธ์อันไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในทุกขั้นตอนระหว่างการดำเนินคดีอาญาตั้งแต่ชั้นสืบสวนสอบสวน สั่งฟ้องคดี พิจารณาคดี และการรับโทษตามคำพิพากษา รวมตลอดถึงเมื่อพ้นโทษและกลับคืนสู่สังคม และเป็นการเปิดโอกาสให้นำมาตรการฟื้นฟูผู้กระทำความผิดและมาตรการเสริมสร้างความสมานฉันท์ที่เหมาะสมมาปรับใช้ อาทิ มาตรการคุมประพฤติ การชดใช้ความเสียหาย การปรับความเข้าใจระหว่างคู่กรณี เป็นต้น
น่าสนใจว่า ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศที่สังคมและชุมชนมีความปลอดภัยเป็นอย่างมาก ยังยินยอมให้บุคคลซึ่งมีหลักฐานว่ากระทำความผิดจริงออกจากกระบวนการยุติธรรมแบบทางการเต็มรูปแบบเป็นจำนวนเกินกว่าครึ่งหนึ่งของคดีทั้งหมด ทั้งนี้ มาตรการเบี่ยงเบนคดีของญี่ปุ่น นำมาใช้ภายใต้แนวคิดว่า หากสามารถฟื้นฟูผู้กระทำความผิดได้แล้ว การกระทำความผิดก็จะลดน้อยลง อันจะนำไปสู่สังคมที่สงบสุขอย่างแท้จริง โดยในแต่ละประเทศก็จะมีหลักเกณฑ์การเข้าสู่กระบวนการเบี่ยงเบนคดี ที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นมาตรการเบี่ยงเบนคดีสำหรับกลุ่มบุคคลเปราะบาง อาทิ เยาวชน ผู้เสพยาเสพติด ในบางประเทศหลักเกณฑ์การเบี่ยงเบนคดีอาจพิจารณาตามประเภทความผิด และอัตราโทษ เป็นต้น
ในทางทฤษฎี การเบี่ยงเบนคดีสามารถดำเนินได้ในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา แต่ละขั้นตอนก็มีรูปแบบและวิธีการที่แตกต่างกันออกไปทั้งในส่วนของมาตรการทางกฎหมายและวิธีการฟื้นฟูผู้กระทำผิด รูปแบบการเบี่ยงเบนคดีที่คนไทยรู้จักกันดี ยกตัวอย่างเช่น การไกล่เกลี่ย ประนอมข้อพิพาทสำหรับความผิดอันยอมความได้ในชั้นตำรวจหรืออัยการ อันเป็นการเบี่ยงเบนคดีในขั้นตอนก่อนฟ้องคดี (pretrial diversion) การพิพากษาของศาลให้รอการลงโทษ/รอการกำหนดโทษ ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนคดีในชั้นศาล การพักการลงโทษโดยราชทัณฑ์ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนคดีในชั้นบังคับโทษ เป็นต้น
พ.ส.ที่ไม่ใช่พระสงฆ์
ถึงแม้ว่าปัจจุบันศาลยุติธรรมจะมีบทบาทสำคัญในการเบี่ยงเบนคดีโดยใช้มาตรการไกล่เกลี่ย สมานฉันท์ควบคู่ไปกับการพิพากษารอการลงโทษ/รอการกำหนดโทษจำเลย ดังปรากฏสถิติว่าศาลยุติธรรม (ชั้นต้น) พิพากษารอการลงโทษ/รอการกำหนดโทษจำเลยรวมจำนวนทั้งสิ้น ๒๔๙,๔๑๒ คน คิดเป็นอัตราสูงถึงร้อยละ ๔๔.๒๒ ของบุคคลที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยคดีอาญาตลอดทั้งปี พ.ศ. ๒๕๖๓ หากมองแต่ในแง่ดี ก็อาจกล่าวได้ว่าผู้กระทำผิดที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมส่วนใหญ่ได้รับโอกาสในการปรับปรุงตัว โดยไม่ต้องมีประสบการณ์และถูกตีตราว่าเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน อย่างไรก็ดีหากพิจารณาจากสมมติฐานว่า บุคคลที่ได้รับการรอการลงโทษ/รอการกำหนดโทษ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติและคุณลักษณะที่บ่งชี้ว่าการแก้ไขฟื้นฟูบุคคลเหล่านี้ อยู่ในวิสัยที่ทำได้จริง แล้วเหตุใดเราจึงต้องรอให้เกิดกระบวนการสร้างบาดแผลในระหว่างรอการพิจารณาคดีโดยศาลด้วย
การพักการสั่งฟ้อง (พ.ส.) หรือที่เรียกกันในทางตำราว่า “การชะลอฟ้อง” (deferred prosecution) เป็นกระบวนการเบี่ยงเบนคดีในชั้นพนักงานอัยการ มาตรการชะลอฟ้องออกแบบมาบนพื้นฐานความเชื่อที่ไม่แตกต่างไปจากการเบี่ยงเบนคดีในขั้นตอนอื่นๆ คือ ๑. การดำเนินคดีอาญาเต็มรูปแบบ อาจไม่จำเป็นและไม่เหมาะสมกับผู้กระทำความผิดบางราย เนื่องจากระบวนการยุติธรรมเต็มรูปแบบนั้นอาจนำมาซึ่งผลเสียร้ายแรง และ ๒. กระบวนการยุติธรรมแบบทางการไม่อาจรับมือกับปัญหาอันแตกต่างหลากหลายของผู้กระทำความผิดแต่ละราย อย่างไรก็ดี บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า หากเราสามารถหลีกเลี่ยงกระบวนการที่อาจสร้างบาดแผล และริเริ่มกระบวนการฟื้นฟูผู้กระทำความผิดตลอดจนกระบวนการสมานฉันท์ ได้เร็วมากยิ่งขึ้นเท่าไร โอกาสในการแก้ไขพฤติกรรมของผู้กระทำความผิด และเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อผู้เสียหายและชุมชนย่อมมีโอกาสสำเร็จมากยิ่งขึ้นด้วย ด้วยเหตุนี้ มาตรการชะลอฟ้องจึงเป็นมาตรการที่หลากหลายประเทศนำมาปรับใช้ในการเบี่ยงเบนคดีในชั้นก่อนฟ้อง โดยในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ พนักงานอัยการญี่ปุ่นออกคำสั่งชะลอการฟ้องถึง ๕๑๓,๗๕๗ คดี จากจำนวนคดี ๙๐๐,๗๒๓ คดี หรือคิดเป็นกว่าร้อยละ ๕๗ ของคดีทั้งหมด
การชะลอฟ้องโดยพนักงานอัยการ แตกต่างไปจากการออกคำสั่งไม่ฟ้องคดีเพราะเหตุที่การกระทำของผู้ต้องหาไม่เป็นความผิด หรือไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอในการพิสูจน์ความผิด อันเป็น “การสั่งไม่ฟ้องโดยไม่มีเงื่อนไข” แต่การชะลอฟ้องนั้น เป็นกรณีที่พนักงานอัยการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีมีพยานหลักฐานเชื่อได้ว่าผู้ต้องหากระทำความผิดจริง แต่มีเหตุผลอันสมควรที่ยังไม่ออกคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล โดยอาจกำหนดเงื่อนไขบางประการ อาทิ เงื่อนไขคุมความประพฤติ การบำเพ็ญประโยชน์ การชดใช้ความเสียหาย ฯลฯ ให้ผู้ต้องหาปฏิบัติ หากผู้ต้องหาปฏิบัติเงื่อนไขครบถ้วนแล้ว พนักงานอัยการจึงจะออกคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา กรณีจึงอาจเรียกกระบวนการนี้ว่า “การสั่งไม่ฟ้องโดยมีเงื่อนไข” โดยช่วงเวลาที่กำหนดให้ผู้ต้องหาต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวนี้เอง นับเป็นช่วงเวลาสำคัญ (Golden time) ที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นผู้กระทำผิด ผู้เสียหาย ชุมชน เจ้าหน้าที่รัฐเช่น พนักงานอัยการ พนักงานคุมประพฤติ จะได้ร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิด เยียวยาความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ปรับความเข้าใจระหว่างคู่กรณี อันเป็นการดำเนินการตามแนวคิดกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (restorative justice)
สัจธรรม (the truth)
เป็นความจริงที่ว่า เมื่ออำนาจอยู่ในมือผู้ใด โดยเฉพาะในมือของปุถุชน ผู้ใช้อำนาจย่อมมีโอกาสที่จะใช้อำนาจไปในทางมิชอบ การใช้ดุลพินิจชะลอฟ้องของพนักงานอัยการก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เพราะเหตุนี้ ในทางสากลจึงได้มีความพยายามคิดค้นมาตรการต่างๆ ในการกำกับการใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการ เพื่อไม่ให้พนักงานอัยการใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือเสนอมาตรการชะลอฟ้องให้แก่ผู้ต้องหาอย่างไม่เสมอภาค เท่าเทียม ตัวอย่างเช่น การกำหนดให้มีองค์กรตรวจสอบการใช้ดุลพินิจในการออกคำสั่งชะลอฟ้อง การกำหนดประเภทฐานความผิด และเงื่อนไขในการอนุมัติการชะลอฟ้องที่เป็นภาวะวิสัย ไม่เอื้อต่อการเลือกปฏิบัติ เป็นต้น นอกจากนี้ โดยเหตุที่การออกคำสั่งชะลอฟ้องผู้ต้องหานั้นย่อมส่งผลให้ผู้เสียหายรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ดังนั้น กรณีจึงอาจกำหนดให้ความยินยอมของผู้เสียหายเป็นเงื่อนไขในการออกคำสั่งชะลอฟ้องด้วยก็ย่อมได้ ทั้งนี้ เป็นที่คาดหมายได้ว่า เมื่อใดก็ตามที่การออกคำสั่งไม่ฟ้องโดยมีเงื่อนไข (ชะลอฟ้อง) เป็นเรื่องปกติสำหรับสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าการออกคำสั่งดังกล่าวได้ดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้แล้ว คำครหาที่ว่าคำสั่งไม่ฟ้องเป็นอภิสิทธิ์เฉพาะกลุ่มบุคคล ก็อาจจะไม่มีน้ำหนักอีกต่อไป
มายาคติ
ถึงแม้ว่าจะมีข้อมูล หลักฐานเชิงประจักษ์มากมายชี้ให้เห็นว่า การลงโทษด้วยการคุมขังตามรูปแบบกระบวนการยุติธรรมกระแสหลักไม่อาจตัดวงจรการกระทำความผิดซ้ำได้อย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของเรือนจำทั่วโลก และจำนวนนักโทษที่สูงมากขึ้น นำมาซึ่งปัญหานักโทษล้นเรือนจำ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม การนำเอามาตรการเบี่ยงเบนคดีมาปรับใช้ก็ไม่อาจได้รับการสนับสนุนจากคนส่วนใหญ่ได้โดยง่าย งานวิจัยต่างประเทศระบุว่า หากถามความเห็นสาธารณะเกี่ยวกับการลงโทษผู้กระทำความผิด สาธารณชนมีแนวโน้มที่สนับสนุนการลงโทษแบบเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม หากได้รับข้อมูลผลเสียอันเกิดจากการลงโทษจำคุกมากยิ่งๆขึ้น ท่าทีเด็ดขาดดังกล่าวก็ผ่อนคลายลง กรณีจึงน่าคิดว่า ถ้าคำถามเดียวกันนี้เกิดขึ้นในสังคมไทยที่ประชาชนส่วนใหญ่รับเอาคติความเชื่อทางพุทธศาสนาที่ว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” หรือ “กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตามสนอง” แล้ว ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นอย่างไร และหากแม้ว่า คำอธิบายถึงความจำเป็นของมาตรการเบี่ยงเบนคดีดังที่กล่าวมาข้างต้น ยังไม่อาจทำให้สังคมไทยก้าวข้ามมายาคติดังกล่าวได้ คติธรรมที่พวกเราชาวพุทธได้เรียนรู้จากกรณีองคุลีมาลที่สามารถกลับตัวกลับใจจากนักฆ่า บวชเรียนเป็นพระอรหันต์ได้สำเร็จ จะพอมีน้ำหนักทำให้คนส่วนใหญ่เห็นความจำเป็นของการให้โอกาสผู้ซึ่งอาจผิดพลาดพลั้งเผลอกระทำความผิดโดยมิได้มีเถยจิตเป็นโจรได้หรือไม่
กราบนมัสการท่าน พส. โปรดชี้แนะ”
อ้างอิง
ณัฏฐาพร การโคกกรวด, “การนำมาตรการชะลอฟ้องมาใช้ในคดียาเสพติด”, วิทยานิพนธ์ นิติศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา 2562.
ศิริชัย วิชชุวัชรากร, “มาตรการแทนการฟ้องคดีอาญา บทวิเคราะห์ร่างพระราชบัญญัติมาตรการแทนการฟ้องคดีอาญา พ.ศ. … และกรณีศึกษาต่างประเทศ”, สถาบันพระปกเกล้า, 2561.
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัยเรื่อง “การนำกระบวนการยุติธรรมทางเลือกมาใช้ในชั้นพนักงานอัยการ : ศึกษาเปรียบเทียบนานาประเทศ”, เสนอต่อสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายสถาบันกฎหมายอาญา สำนักงานวิชาการ สำนักงานอัยการสูงสุด
สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด, “สรุปผลการประชุมคู่ขนานการประชุมใหญ่สหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เรื่อง การเบี่ยงเบนคดีนอกศาล: ประโยชน์และข้อห่วงกังวล”, 2564.
National Association of Pretrial Services Agencies, ‘Performance Standards and Goals for Pretrial Diversion/Intervention’, (2008).
Ronald F et al, ‘Models of Prosecutor-Led Diversion Programs in the United States and Beyond’.
UNODC, ‘Handbook of basic principles and promising practices on Alternatives to Imprisonment’.
BBC Thai, ‘พระมหาไพรวัลย์: ย้อนดูทัศนะต่อเรื่องบทบาทสงฆ์กับสังคม การเมือง คนรุ่นใหม่ และ LGBT’ เข้าถึงที่ https://www.bbc.com/thai/thailand-58455025 วันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๖๔

