“สืบพงษ์”เผยข้อบังคับปธ.ศาลฎีกา วิธีดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พรุ่งนี้เปิดศาล

2.10.16 | 16:08 น.
นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า หลังจากที่มีการออกกฎหมายจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งศาลได้เปิดทำการแล้ววันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา และในวันที่ 3 ตุลาคม จะเริ่มทำการตามวัน-เวลาราชการเป็นวันแรก โดยการดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอาญาคดีทุจริตฯกลางนั้น นอกจากปฏิบัติตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 ที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคมหลังจากมีการประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมาแล้ว ล่าสุดได้มีการลงประกาศข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยวิธีการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 ที่ลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา

นายสืบพงษ์ กล่าวอีกว่า โดยข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยวิธีการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มีเนื้อหาเกี่ยวกับการกำหนดขั้นตอน และลักษณะพิจารณา การอุทธรณ์ การฎีกาไว้ อาทิ ข้อ 7 การสืบพยานก่อนฟ้องคดี การไต่สวนมูลฟ้อง หรือการพิจารณาคดีในกรณีที่ศาลอนุญาตให้พยานเบิกความที่ศาลอื่น หรือสถานที่ทําการของทางราชการหรือสถานที่แห่งอื่น โดยจัดให้มี การถ่ายทอดภาพและเสียงในลักษณะการประชุมทางจอภาพให้นําข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการสืบพยานคดีอาญาในลักษณะการประชุมทางจอภาพ พ.ศ. 2556 หรือข้อกําหนดของ ประธานศาลฎีกาว่าด้วยแนวทางการนําสืบพยานหลักฐานและการสืบพยานบุคคลที่อยู่นอกศาลโดยระบบ การประชุมทางจอภาพ พ.ศ.2556 แล้วแต่กรณี มาใช้บังคับเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับข้อบังคับนี้

ข้อ 12 ในกรณีที่มีเหตุสมควร เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการตรวจและได้มาซึ่ง พยานหลักฐาน ศาลอาจมีคําสั่งให้คู่ความส่งพยานหลักฐานเพื่อให้มีการตรวจสอบให้เสร็จสิ้นก่อน วันนัดตรวจพยานหลักฐานก็ได้

ข้อ 13 ในกรณีที่โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดโดยไม่มีเหตุอันสมควร หากศาลเห็นว่ากรณีมีเหตุจําเป็น ต้องสืบพยาน ก็ให้ศาลดําเนินกระบวนพิจารณาต่อไป โดยไม่ให้นําบทบัญญัติในมาตรา 166 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับ

ข้อ 14 ในกรณีที่โจทก์ยื่นคําร้องขอถอนฟ้อง ให้ศาลพิจารณาสั่งคําร้องขอถอนฟ้อง โดยคํานึงถึงประโยชน์สาธารณะและความเสียหายที่มีผลกระทบต่อรัฐเป็นสําคัญ ทั้งนี้ ศาลอาจไต่สวน ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาสั่งคําร้องก็ได้ แต่ถ้าคําร้องนั้นได้ยื่นในภายหลังเมื่อจําเลย ให้การแก้คดีแล้ว ให้ถามจําเลยว่าจะคัดค้านหรือไม่ แล้วให้ศาลจดคําแถลงของจําเลยไว้ ในกรณีที่ จําเลยคัดค้านการถอนฟ้อง ให้ศาลยกคําร้องขอถอนฟ้องนั้นเสีย

Advertisement

ข้อ 15 ในการพิจารณาพิพากษาคดี ให้ศาลนํารายงานและสํานวนการสอบสวน หรือสํานวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของโจทก์ มาเป็นหลักในการแสวงหาความจริง แต่ไม่ผูกพันศาลว่า จะต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นเช่นนั้น ศาลมีอํานาจแสวงหาข้อเท็จจริงจากพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ หรือพยานหลักฐานอื่นใดนอกเหนือจากพยานหลักฐานที่คู่ความอ้างอิงได้ตามที่ ศาลเห็นสมควร

ข้อ 16 ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องหรือในชั้นพิจารณาคดี หากศาลเห็นว่ามีความจําเป็นเพื่อให้ ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดี ศาลอาจมอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีดําเนินการตรวจสอบและ รวบรวมพยานหลักฐานอันเป็นประเด็นแห่งคดี การตรวจสอบกรณีการริบทรัพย์สิน หรือมีหนังสือ เรียกให้หน่วยงานหรือบุคคลใดมาให้ข้อมูลหรือจัดส่งพยานหลักฐาน รวมทั้งตรวจสอบข้อเท็จจริงอื่นใด เพื่อประโยชน์แก่การไต่สวนมูลฟ้อง พิจารณาและพิพากษาคดี

ส่วนการอุทธรณ์ ข้อ 25 ระบุว่า ในการยื่นอุทธรณ์ของจําเลยซึ่งไม่ได้ถูกคุมขัง จําเลยต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาล หากจําเลยร้องขอขยายระยะเวลาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาล ให้ระบุถึงเหตุผลความจําเป็นที่ต้องขอ ขยายระยะเวลาพร้อมแสดงหลักฐานและที่อยู่หรือช่องทางที่สามารถติดต่อกับจําเลยได้ การพิจารณาคําร้องให้ศาลคํานึงถึงความหนักเบาของโทษที่จําเลยได้รับ พฤติการณ์หรือโอกาสที่จําเลยอาจหลบหนี รวมถึงความสุจริตในการต่อสู้คดีของจําเลยประกอบกัน ในการแสดงตนของจําเลย ให้เจ้าพนักงานศาลดําเนินการตามข้อ 9 (1)

ข้อ 26 ในการยื่นอุทธรณ์ หากจําเลยซึ่งไม่ได้ถูกคุมขังไม่มาแสดงตน หรือเมื่อครบกําหนด ขอขยายระยะเวลาแสดงตนแล้ว จําเลยไม่มาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาล ให้เจ้าพนักงานศาลทํารายงาน เจ้าหน้าที่เสนอต่อศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นส่งฟ้องอุทธรณ์ดังกล่าวพร้อมสํานวน รวมทั้งรายงาน เจ้าหน้าที่ไปยังศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อพิจารณาสั่งต่อไป

และการยื่นฎีการะบุไว้ใน ข้อ 27 ว่า การยื่นคําร้องขออนุญาตฎีกาของจําเลยซึ่งไม่ได้ถูกคุมขัง จําเลยต้องมาแสดงตน ต่อเจ้าพนักงานศาล

ข้อ 28 คําร้องแสดงเหตุที่ศาลฎีกาควรรับฎีกาไว้พิจารณาต้องแสดงถึง (1) ปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายที่ขออนุญาตฎีกา และ (2) ปัญหาที่ขออนุญาตฎีกานั้นเป็นปัญหาสําคัญดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 46 หรือในข้อบังคับนี้ ซึ่งศาลฎีกาควรรับวินิจฉัย