รอง ผบก.ปอท. ชี้ปี’64 หมิ่นประมาท อันดับ 1 เปิดแนวโน้มอาชญากรรมไซเบอร์ ปี’65

3.01.22 | 10:13 น.

รอง ผบก.ปอท. ชี้ปี’64 หมิ่นประมาท อันดับ 1 เปิดแนวโน้มอาชญากรรมไซเบอร์ ปี’65

เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท. กล่าวถึงแนวโน้มอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในปี 2565 ว่า เมื่อพิจารณาจากการเข้าแจ้งความร้องทุกข์ ศูนย์บริการประชาชน บก.ปอท. ตั้งแต่ปี 2561-2564 พบว่า รูปแบบของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่พบมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ยังคงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท


โดยในปี 2564 มีผู้มาแจ้งความร้องทุกข์จำนวน 698 ราย สาเหตุที่การด่าทอ ให้ร้ายกันในสื่อสังคมออนไลน์ ครองความเป็นอันดับ 1 มาตลอดหลายปี อาจเนื่องมาจากประชาชนเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น การโพสต์ การแสดงความคิดเห็น การส่งต่อข้อมูลที่ทำให้ผู้อื่นเสียหายจึงมีมากขึ้น

แต่ที่น่าสนใจคือ มีผู้ได้รับความเสียหายจากการถูกแฮก เพื่อปรับเปลี่ยน/ขโมย/ทำลายข้อมูลคอมพิวเตอร์ พบเป็นอันดับที่ 2 โดยมีผู้มาแจ้งความร้องทุกข์จำนวน 585 ราย ความเสียหายรวมประมาณ 67 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าประชาชนอาจขาดการระวังป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์/ข้อมูลคอมพิวเตอร์จากแฮกเกอร์

Advertisement

ส่วนการหลอกขายสินค้า/บริการ พบว่าเป็นอันดับ 3 โดยมีผู้มาแจ้งความร้องทุกข์จำนวน 445 ราย ความเสียหายรวมประมาณ 45 ล้านบาท

ซึ่งจากสถิติดังกล่าวข้างต้นทำให้สังเกตได้ว่า รูปแบบของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน หากไม่นับความผิดฐานหมิ่นประมาทแล้ว พบว่าจะมีอยู่ 2 รูปแบบหลัก คือ การแฮกข้อมูล และการฉ้อโกงออนไลน์ เป็นหลัก ซึ่งอาชญากรรมใน 2 รูปแบบนี้ คนร้ายมักอาศัยโอกาสจากเทคโนโลยีใหม่ๆ มาเป็นตัวช่วยในการกระทำความผิด หรือปกปิดตัวตนไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถสืบสวนหาตัวคนร้ายได้โดยง่าย โดยใช้ช่องทางต่างๆ เช่น การปกปิดตัวตนโดยนำภาพหรือชื่อบุคคลอื่นมาสร้างบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอม หรือใช้บัญชีอวตาร (Avatar), การปกปิดที่อยู่ไอพี (ip address), การใช้ช่องทางสกุลเงินดิจิทัลในการรับทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด หรือการซื้อบัญชีธนาคารจากผู้ที่รับจ้างเปิดบัญชีธนาคาร (บัญชีม้า) เป็นต้น ซึ่งเป็นการสร้างความยุ่งยากให้กับเจ้าหน้าที่ ในการสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ส่วนตัวยังเห็นว่า แนวโน้มอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในปี 2565 ยังไม่น่าจะแตกต่างไปจากเดิม แต่คนร้ายอาจนำเทคโนโลยีสมัยใหม่หรือเทคโนโลยีที่มีอยู่มาใช้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การให้ร้ายหรือระรานทางไซเบอร์ (Cyber Bullying), การหลอกลวงผ่านอีเมล์ (email scam), การแฮกเพื่อเอาข้อมูลหรือเงินผ่านการลวงให้กด ล่อให้กรอก (Phishing), มัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware), การหลอกลวงขายสินค้า, การหลอกรักออนไลน์ (Romance Scam), การหลอกรักลวงลงทุน (Hybrid Scam), การหลอกลวงด้วยการโทรศัพท์โดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์, การหลอกให้ลงทุนในลักษณะแชร์ออนไลน์และแชร์ลูกโซ่, การขูดรีดดอกเบี้ยเงินกู้และการทวงหนี้ในลักษณะผิดกฎหมายจากแก๊งแอพพลิเคชั่นเงินกู้ และการปล่อยข่าวปลอมในโลกออนไลน์

อย่างไรก็ตาม ประโยคที่ว่า “อาชญากรรมมักทิ้งร่องรอย” ยังคงใช้ได้กับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสืบสวนติดตามจับกุมคนร้าย ที่อาจพัฒนาตัวเองจากอาชญากรภาคพื้นดิน มาเป็นอาชญากรบนโลกออนไลน์ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมีการพัฒนาทักษะ ความรู้ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ทั้งนี้ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ให้บริการด้านต่างๆ ในการสนับสนุนข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบข้อมูลในการสืบสวนสอบสวน โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดดำเนินการสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดในลักษณะดังกล่าวมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำให้ทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนรู้เท่าทันถึงอาชญากรรมทางเทคโนโลยีด้วย