วันที่ 6 ตุลาคม เมื่อเวลา 15.30 น. ศูนย์วิทยุ สภ.เมืองตรัง รับแจ้งจากนายเกรียงไกร สินติมิตร ยามรักษาความปลอดภัยตลาดชินตาว่า พบเห็นวัตถุต้องสงสัยลักษณะคล้ายระเบิดแสวงเครื่อง ถูกวางไว้ในบริเวณพงหญ้าใกล้ ศาลพระภูมิที่ตลาดชินตา เขตเทศบาลนครตรัง ซึ่งเปิดเป็นตลาดนัดในเวลากลางวัน และเป็นถนนคนเดินในเวลากลางคืน แหล่งท่องเที่ยวและช็อปปิ้งยอดนิยม สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ ครู นักเรียน และประชาชนที่เดินทางไปซื้อสินค้าภายในตลาดนัดเป็นอย่างมาก
ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ตำรวจภูธรจังหวัดตรัง นำโดย ร.ต.ท.ชัชนันท์ อีนหมัน หัวหน้าชุด E.O.D.พร้อมกำลังจึงเดินทางไปตรวจสอบ พบว่าเป็นวัตถุต้องสงสัยดังกล่ าว ประกอบด้วย กระป๋องสี พันด้วยสายไฟ และโทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อโนเกีย มองดูด้วยตาเปล่า พบว่าเป็นวัสดุมีลักษณะคล้ายระเบิดแสวงเครื่องจริง จึงได้กันพื้นที่บริเวณดังกล่าว ไม่ให้ประชาชนเข้าใกล้ จากนั้นจึงได้ดำเนินการทำลาย ที่บริเวณจุดพบดังกล่าว และเมื่อทำลายแล้วพบว่า เป็นระเบิดแสดงเครื่องปลอม
จากการสืบสวนเบื้องต้นคาดว่า คนนำไปวางคงต้องการจะข่มขู่ สาเหตุน่าจะเกิดปัญหาความขัดแย้ งภายในตลาดชินตา ที่นับวันตลาดจะเติบโตมากขึ้ นเรื่อยๆ หรือขัดแย้งกับคู่แข่งตลาดอื่นๆ เนื่องจากว่า ขณะนี้ภายในตลาดชินตาดังกล่าว นอกจากการให้เช่าเพื่อการค้าขายอาหาร เสื้อผ้า สิ่งของเครื่องประดับ แบบถนนคนเดินแล้ว ยังมีพื้นที่ให้เช่าสำหรั บการเปิดร้านอาหาร รวมทั้งสถานบันเทิง ซึ่งเป็นที่นิยมของวัยรุ่น และประชาชนในพื้นที่อย่างมากขณะนี้ จึงอาจทำให้สถานบันเทิงอื่น ๆ ไม่พอใจ และเกิดความขัดแย้งขึ้น ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสื บสวนสอบสวน เพื่อติดตามมือวางระเบิดปลอมดังกล่าวต่อไป ซึ่งหลังเกิดเหตุ ทางตลาดดังกล่าว ได้ระดม คนงานตัดหญ้า ควาญหาระเบิดของจริง แต่ไม่พบสิ่งผิดสังเกตแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ปัญหาความตื่นตระหนกของคนในพื้ นที่ยังคงมีอยู่มาก เนื่องจากว่าเหตุการณ์คนร้ายรวมจำนวน 4 คน ลอบวางระเบิดแสวงเครื่องที่ ตลาดเซนเตอร์พ้อยส์ ทำให้มีคนเสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 7 คน และเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดแสวงเครื่อง เผาห้างลีมาร์ท ซุปเปอร์ค้าส่ง ถนนสถานีรถไฟ เมื่อวันที่ 11 – 12 สิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถสื บสวนสอบสวนจนทราบตัวคนร้ ายและออกหมายจับ และจับกุมคนร้ายได้เพียง 1คน เท่านั้น คือ นายอับดุลกาเดย์ สาแล๊ะ ชาว จ.ปัตตานี ซึ่งขณะนี้ถูกฝากขังอยู่ที่เรือนจำทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ส่วนพวกที่เหลืออีก 3 คน เจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบเบาะแส จึงทำให้ประชาชนเกิดความหวาดวิ ตกกังวล เกรงว่าคนร้ายที่เหลือจะย้อนกลั บมาแก้แค้น หรือก่อเหตุซ้ำ จึงทำให้เกิดความแตกตื่นอยู่ ตลอดเวลา

