อช.เขาแหลม ไม่รื้อถอนบ้านปิล๊อกคี่ 4 หลัง ชี้ไม่ใช่ของ 5 ผู้ต้องหาคดียิงเสือ เจ้าของบ้านตัวจริงไม่รู้เห็น

4.02.22 | 18:55 น.

อช.เขาแหลม ประกาศเปลี่ยนแปลงคำสั่ง รื้อถอนบ้านชาวบ้านปิล๊อกคี่ 4 หลัง ชี้ไม่ใช่บ้านของ 5 ผู้ต้องหาคดียิงเสือ ขณะที่เจ้าของบ้านตัวจริงไม่มีส่วนรู้เห็น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกมลาศ อิสสอาด หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ได้มีคำสั่งอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ที่ 5/2565 เรื่อง เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมจากฉบับลงวันที่ 17 มกราคม 2565 เป็นคำสั่งใหม่ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 35(1) แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 สั่งให้ 1.นายรัชชานนท์ เจริญทรัพย์ 2.นายศุภชัย เจริญทรัพย์ 3.นายจอแห่ง พนารักษ์ 4.นายกูกือ ยินดี และ 5.นายโซเอ ไม่มีนามสกุล ผู้กระทำความผิดร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครองเสือโคร่งออกไปให้พ้นอุทยานแห่งชาติเขาแหลมภายใน 30 วัน


โดยระบุว่า จากการที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลมได้มีคำสั่งที่ฉบับลงวันที่ 17 มกราคม 2565 สั่งให้ผู้กระทำความผิดทั้ง 5 คนนี้ ซึ่งประกอบด้วย นายรัชชานนท์ เจริญทรัพย์ นายศุภชัย เจริญทรัพย์ นายจอแห่ง พนารักษ์ นายกูกือ ยินดี และนายโซเอ ไม่มีนามสกุล หรือญาติ หรือบริวาร ที่อาศัยอยู่ในบ้าน หรือโรงเรือนทั้ง 4 หลัง ออกไปให้พ้นจากเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม และต้องรื้อถอนบ้าน หรือโรงเรือนไปให้พ้นเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลมภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2565 เป็นต้นไปนั้น

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงรวมถึงการให้ถ้อยคำของเจ้าของบ้านทั้ง 4 หลังที่ผู้กระทำความผิดทั้ง 5 คน อาศัยอยู่ ประกอบไปด้วย นางสาวปริศนา มวลพฤกษา เจ้าของบ้านหลังที่นายรัชชานนท์ เจริญทรัพย์ กับนายศุภชัย เจริญทรัพย์ พักอาศัย นายก่อนะ ไม่มีนามสกุล เจ้าของบ้านหลังที่นายจอแห่ง พนารักษ์ พักอาศัย นายกะชิ ยินดี เจ้าของบ้านหลังที่นายกูกือ ยินดี พักอาศัย และนางสาวนิชชนันท์ รัตนทองพา เจ้าของบ้านหลังที่นายโซเอ ไม่มีนามสกุล พักอาศัย รวมถึงตรวจสอบจากบุคคลที่น่าเชื่อถือ เช่น นายประสาท แดงเถิน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ตำบลปิล๊อก นายอดิศักดิ์ ทิเอี่ยม ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ตำบลปิล๊อก และนายราเชนทร์ บุญทอง สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลปิล๊อก ต่างยืนยันว่าผู้กระทำความผิดทั้ง 5 คน เป็นเพียงผู้อยู่อาศัยในบ้านเท่านั้น ไม่ใช่เจ้าของบ้านแต่อย่างใด และเจ้าของบ้านทั้ง 4 หลังได้ให้ถ้อยคำว่า ตนและบริวารภายในบ้านไม่ได้มีส่วนรู้เห็น หรือเกี่ยวข้องในการล่าเสือโคร่งดังกล่าวแต่อย่างใด เป็นการกระทำของผู้ต้องหาแต่เพียงผู้เดียว โดยตนและบริวารไม่ได้รู้เห็นเป็นใจ จึงไม่ได้เป็นการฝ่าฝืนหรือขัดกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2543 หรือกระทำอื่นใดที่ผิดกฎหมาย

อุทยานแห่งชาติเขาแหลมได้พิจารณาจากพยานบุคคล ข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายแล้ว เชื่อได้ว่า นางสาวปริศนา มวลพฤกษา นายก่อนะ ไม่มีนามสกุล นายกะชิ ยินดี และนางสาวนิชชนันท์ รัตนทองพา เจ้าของบ้านทั้ง 4 หลังไม่ได้รู้เห็นเป็นใจ หรือเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดดังกล่าว จึงไม่ได้เป็นการฝ่าฝืนหรือขัดกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2543 แต่อย่างใด

Advertisement

จึงเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมจากคำสั่งฉบับลงวันที่ 17 มกราคม 2565 และออกคำสั่งใหม่โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 35(1) แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ให้ผู้กระทำผิดทั้ง 5 คน ประกอบด้วย 1.นายรัชชานนท์ เจริญทรัพย์ 2.นายศุภชัย เจริญทรัพย์ 3.นายจอแห่ง พนารักษ์ 4.นายกูกือ ยินดี และ 5.นายโซเอ ไม่มีนามสกุล ผู้กระทำความผิดฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง (เสือโคร่ง) และความผิดอื่นๆ อีก 11 ข้อหา ออกไปให้พ้นอุทยานแห่งชาติเขาแหลมภายใน 30 วัน นับแต่วันรับทราบคำสั่งนี้ รวมถึงให้งดเว้นนำวัวควายเข้าไปในเขตป่าอุทยานแห่งชาติเขาแหลมจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหากฝ่าฝืนจะมีความผิดตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 โดยต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากโทษจำคุกและโทษปรับดังกล่าวแล้ว ผู้กระทำความผิดทั้ง 5 ยังต้องระวางโทษปรับวันละไม่เกิน 10,000 บาท จนกว่าจะออกไปให้พ้นอุทยานแห่งชาติเขาแหลม โดยผู้กระทำความผิดทั้ง 5 คน มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนี้ต่อหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลมภายใน 15 วัน นับแต่ได้รับคำสั่งนี้ โดยคำอุทธรณ์ต้องทำเป็นหนังสือ ระบุข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่อ้างอิงประกอบด้วย แต่ทั้งนี้ การอุทธรณ์ดังกล่าวไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งนี้ เว้นแต่จะได้มีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับโดยชัดแจ้ง

อนึ่ง ขอเรียนว่าในกรณีที่ครบกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ประกอบกับกฎกระทรวงฉบับที่ 4 (พ.ศ.2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้วไม่ว่าจะมีคำวินิจฉัยของผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่ผู้กระทำความผิดทั้ง 5 คน ในฐานะผู้รับคำสั่งทางปกครองสามารถที่จะยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองภายในระยะเวลา 90 วัน นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542

โดยแยกออกเป็น 2 กรณี ก.ถ้ามีการวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ผู้รับคำสั่งมีสิทธิฟ้องคดีคัดค้านคำวินิจฉัยอุทธรณ์ภายในระยะเวลา 90 วัน นับแต่วันที่รับแจ้งหรือทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ข.ถ้าในกรณีที่ครบกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว แต่ผู้มีอำนาจยังไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ผู้รับคำสั่งทางปกครองสามารถยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองในประเด็นการพิจารณาอุทธรณ์ล่าช้า รวมทั้งสามารถฟ้องในประเด็นเกี่ยวกับเนื้อหาของคำสั่งทางปกครองนั้นว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ด้วยก็ได้ โดยต้องใช้สิทธิฟ้องภายใน 90 วัน นับแต่วันครบกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาอุทธรณ์

สำหรับวิธีการยื่นคำฟ้องนั้นคำฟ้องต้องทำเป็นหนังสือยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลปกครองชั้นต้นที่ผู้ฟ้องคดีมีภูมิลำเนา หรือที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลปกครองชั้นต้นนั้น หรือยื่นโดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้ โดยถือว่าวันที่ส่งคำฟ้องแก่พนักงานไปรษณีย์เป็นวันที่ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครอง สั่ง ณ วันที่ 31 มกราคม 2565

ขณะเดียวกัน นายกมลาศ อิสสอาด หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลม และเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอุทยานแห่งชาติเขาแหลม และเจ้าหน้าที่มูลนิธิฟรีแลนด์ ได้เดินทางเข้าหมู่บ้านปิล๊อกคี่ หมู่ 4 ต.ปิล๊อก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เพื่อเข้าเยี่ยมดูอาการบาดเจ็บของนายหวาน ไม่มีชื่อสกุล ชาวกะเหรี่ยง วัย 46 ปี ที่เล่าว่าได้ถูกเสือโคร่ง 3 ตัว ทำร้ายบาดเจ็บ โดยนายหวานได้เล่าว่า เสือโคร่งตัวแรกยาวถึง 4 เมตร ได้เข้าทำร้าย เสือโคร่งอีก 2 ตัว คอยคุมเชิงอยู่ โดยอาการบาดเจ็บของนายหวานดีขึ้นมาก สามารถพูดคุยตอบโต้และเคลื่อนไหวร่างกายได้ดี

หลังจากคณะเจ้าหน้าที่ได้เยี่ยมนายหวานเสร็จแล้วก็ได้เดินทางเข้าไปในป่าไปติดตั้งกล้องดักถ่ายบริเวณป่าด้านหลังหมู่บ้านปิล๊อกคี่ และบริเวณลำห้วยปิล๊อก-ลำห้วยสะมะท้อ ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ที่นายหวาน ชาวกะเหรี่ยง ได้ต่อสู้กับเสือโคร่งทั้ง 3 ตัว และบริเวณป่าลึกเขตรอยต่อระหว่างชายแดนไทย-พม่า ในเขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ รวมจำนวน 20 ตัว โดยกล้อง 10 ตัวแรก วางไว้ในพื้นที่รอบๆ หมู่บ้านปิล๊อก เพื่อเฝ้าระวังเสือเข้ามาในหมู่บ้าน ร่วมกับการจัดเจ้าหน้าที่ อช.เขาแหลม 7-8 คน ลาดตระเวนเฝ้าระวังเสือ ส่วน 10 ตัวสุดท้าย ดักถ่ายในพื้นที่ห้วยสะมะท้อ พื้นที่ที่นายหวานถูกเสือทำร้าย เพื่อบันทึกจำนวนและขนาดของเสือ รวมทั้งติดตามพฤติกรรมและเส้นทางเดิน พื้นที่หากิน รวมทั้งพฤติกรรมของเสือ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการติดตั้งกล้องดักถ่ายเสือโคร่งประมาณ 4-5 วัน

สำหรับเป้าหมายในการติดตั้งกล้องดักถ่ายในครั้งนี้เพื่อที่จะได้ทราบว่าบริเวณพื้นที่ดังกล่าวยังมีเสือโคร่งอาศัยอยู่บริเวณนั้นหรือไม่ หรือถ้ามีเสือโคร่งอาศัยอยู่บริเวณนั้นจะมีกี่ตัว และเสือโคร่งตัวใหญ่ขนาด 4 เมตรจริงหรือไม่ เพื่อนำมาวางแผนอนุรักษ์และฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งต่อไป

ซึ่งที่ทำทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งในมาตรการผลักดันเสือกลับเข้าป่า เนื่องจากหากไม่มีอาหาร (วัว ควาย) ของชาวบ้านให้เสือกิน รวมทั้งการลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่ จะทำให้เสือค่อยๆ เดินทางกลับสู่ป่าที่มีอาหารที่สมบูรณ์กว่า จนถึงวันนี้ยังไม่มีการพบร่องรอยเสือในพื้นที่อีก แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังคงต้องเฝ้าระวังเพื่อความปลอดภัยของชาวบ้าน