‘บิ๊กโจ๊ก’ สอบ 2 แม่เล้าค้าประเวณีเด็ก จ่อออกหมายจับผู้ซื้อบริการ 6 ราย
เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) พร้อม พล.ต.ต.วันไชย เอกพรพิชญ์ รอง ผบช.ภาค 8 ได้เดินทางติดตามความคืบหน้าการสอบปากคำคดีจับกุมแม่เล้าค้าประเวณีเด็กอายุ 13 ปี ได้ผู้ต้องหาหญิง 2 รายชื่อ น.ส.น้ำ (นามสมมุติ) อายุ 32 ปี และ น.ส.ฝน (นามสมมุติ) อายุ 24 ปี พร้อมร่วมสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 2 ด้วยตนเอง ให้การรับสารภาพว่าเป็นธุระจัดหาหญิงสาวให้กับลูกค้าในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี มากว่า 3 ปี โดยมีเด็กในสังกัดส่วนใหญ่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป โดยทั้งหมดเป็นเด็กใจแตกไม่เรียนหนังสือมาขอให้เป็นคนกลางหาลูกค้าให้ค่าบริการรายละ 1,500 บาท จะได้รับค่านายหน้าครั้งละ 500 บาท และปฏิเสธไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเด็กผู้เสียหายที่อายุต่ำกว่า 15 ปี
ทั้งนี้ คดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 พ.ย.64 สภ.ขุนทะเล อ.เมืองสุราษฎร์ธานี รับแจ้งมีเหตุเด็กทะเลาะวิวาท เมื่อไปตรวจพบพบผู้เสียหายเป็นเด็กผู้หญิงอายุ 13 ปี พบสาเหตุมีพฤติกรรมการค้าประเวณีจึงประสานสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้การช่วยเหลือและเข้าสู่กระบวนการสอบสวนขยายผล กระทั่งวันที่ 15 พ.ย.64 ช่วยเหลือเด็กหญิงคนที่ 2 อายุ 14 ปี โดยทีมสหวิชาชีพร่วมคัดแยกผู้เสียหายและรับเป็นคดีค้ามนุษย์โดยแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีเด็ก สามารถออกหมายจับผู้ต้องหาที่เป็นผู้ธุระจัดหาได้ 2 ราย เป็นผู้หญิง อายุ 19 และ 20 ปี นอกจากนี้สามารถช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นเด็กผู้หญิงอีก 3 ราย อายุ 14, 15 และ 16 ปี จนนำไปสู่การจับกุม น.ส.น้ำกับ น.ส.ฝน ที่หลบหนีไปอยู่ที่บ้านเกิด จ.นครสวรรค์
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์กล่าวว่า การสอบสวนปากคำผู้ต้องหาให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี มีทีมสหวิชาชีพร่วมสอบปากคำ ทำให้ขยายผลถึงผู้ซื้อบริการซึ่งพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขออนุมัติหมายจับอย่างน้อย 6 ราย ภายใน 2-3 วันนี้ ในข้อหากระทำชำเราเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี แม้ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จะมีความผิดโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปี และขอเตือนไปยังผู้ที่มีรสนิยมทางเพศกับเด็กและเยาวชน จะมีความผิดและโทษหนัก แม้กระทั่งมีคลิปเกี่ยวกับเด็กไว้ครอบครองจะมีโทษจำคุกถึง 5 ปี
วันเดียวกัน พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ พร้อม พล.ต.ต.วันไชย แถลงผลการปิดล้อมตรวจค้นผู้มีอิทธิพล มือปืน ค้ามนุษย์ ยาเสพติด อาวุธปืน ฟอกเงิน หนี้นอกระบบ โดยได้ปิดล้อมตรวจค้น 285 เป้าหมาย ในพื้นที่ 7 จังหวัด ประกอบด้วย กระบี่ ชุมพร นครศรีธรรมราช พังงา ภูเก็ต ระนอง และสุราษฎร์ธานี ยึดอาวุธปืน 765 ราย บุคคลตามหมายจับ 674 หมาย คดีค้ามนุษย์ 18 หมาย และจัดเก็บดีเอ็นเอกลุ่มบุคคลเป้าหมาย 2,050 ราย

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์กล่าวว่า เป็นนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ปราบปรามผู้มีอิทธิพล โดยกำหนดให้มีการตรวจค้นปิดล้อมเป้าหมายบุคคลที่พ้นโทษจากคดีอาชญากรรม และบุคคลกระทำผิด เช่น กลุ่มมือปืนรับจ้าง ยาเสพติด ฟอกเงิน หนี้นอกระบบ ค้ามนุษย์ โดยให้มีการวัดผลเป็นประจำต่อเนื่องทุกเดือน และเข้าสู่กระบวนการเก็บตัวอย่างพันธุกรรมทุกราย โดยในพื้นที่ภาค 8 มีเป้าหมายต้องดำเนินการ 6,000 ตัวอย่าง และให้เก็บดีเอ็นเอของผู้ต้องขังที่พ้นโทษจากเรือนจำทุกรายและทำแผนที่อยู่ โดยแต่ละท้องที่ต้องติดตามความเคลื่อนไหวในการใช้ชีวิต ในส่วนมือปืนรับจ้างเบาบางไปเยอะจากการกดดันเน้นเชิงรุกที่ผ่านมา ในเดือนมกราคมเดือนเดียวยึดอาวุธปืนได้กว่า 700 กระบอก ซึ่งได้เน้นย้ำให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกัน

