ตำรวจนำ “หลวงตา” ส่งฟ้องศาลแล้ว มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 4 ล้านบาท เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง
จากกรณีที่ชาวบ้าน อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา เผยว่า ที่หมู่บ้านมีหญิงคนหนึ่ง นุ่งเหลืองห่มเหลือง แต่งกายคล้ายพระสงฆ์และเรียกตัวเองว่า “หลวงตา” บางครั้งก็สวมชฎาด้วย มักอวดอ้างว่ามีวิชา สามารถมองเห็นผีสื่อกับวิญญาณได้ และชอบทักคนอื่นว่ามีกรรม มีผีคอยตาม ต้องทำบุญสะเดาะเคราะห์ต่อดวงชะตาด้วยการนำเงินสดมาใส่บาตรพระของตัวเองและบอกว่าตัวเองเป็นพระปฏิบัติสายหลวงตามหาบัว จนชาวบ้านหลงเชื่อแล้วสูญเงินกันไปหลายราย
ล่าสุดวันนี้ (25 ก.พ.65) เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ที่ สภ.โนนไทย ยังมีบรรดาผู้เสียหายเดินทางทยอยกันเข้ามาแจ้งความพร้อมให้ปากคำกับตำรวจกว่า 20 ราย โดยในขณะนี้มีผู้เสียหายที่เข้าแจ้งความกับตำรวจแล้วกว่า 90 ราย รวมความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 4 ล้านบาท โดยเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น.ได้มีการควบคุมตัว น.ส.วรรณฒนา อยู่ทน อายุ 51 หรือ “หลวงตา” ไปยังศาลแขวงนครราชสีมาเพื่อนำตัวส่งฟ้องศาล
พันตำรวจเอกอิษฏ์ บุญญะฤทธิ์ ผกก.สภ.โนนไทย เปิดเผยว่า เบื้องต้นตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ น.ส.วรรณฒนา แล้ว ซึ่งผู้ต้องหาก็ให้การรับสารภาพ ซึ่งข้อกล่าวหาที่ได้แจ้งดำเนินคดีไปก็คือ “แต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช โดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นว่านั้น” ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญา มาตรา 208 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในส่วนข้อหาฉ้อโกงต้องรอสอบปากคำผู้เสียหายทั้งหมดก่อนและรวบรวมหลักฐานเพื่อที่จะดำเนินคดีในข้อหานี้ สำหรับกรณีที่มีภาพข่าวที่ออกมาว่ามี เจ้าหน้าที่ ตร.ของทาง สภ.โนนไทย ไปรับซองจากทาง “หลวงตา” นั้น คงต้องให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปรากฏในภาพด้วย และคงต้องสืบหาข้อเท็จจริงก่อนว่าเข้าไปอยู่ในภาพได้อย่างไรและคงต้องดูเจตนาในการให้ซองด้วยว่ามีที่ไปที่มาอย่างไร
ทางด้านพันตำรวจโทอภิสัณสร์ โพธิ์ศรี อดีตสาวัตรสืบสวน สภ.โนนไทย หนึ่งในผู้เสียหายและเป็นหนึ่งในตำรวจที่ปรากฏอยู่ในภาพ เปิดเผยว่า ภาพที่ปราฏออกสื่อไปยอมรับว่าเป็นภาพของตนเองจริง แต่ภาพที่เห็นคือเป็นการเข้าไปรักษาความสงบตามปกติเพราะมีประชาชนเดินทางมาเป็นจำนวนมากไม่ใช่ไปเป็นการอารักขาแต่อย่างใด สำหรับที่เดินทางมาในวันนี้ก็เพื่อมาแจ้งความกับ “หลวงตา” ซึ่งตนก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยเสียหายไป 3 หมื่นบาท ซึ่งได้คืนมาเพียง 5 พันบาท
ขณะที่นายวินัย ปุณยรัชตปรีดา ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดฯ ลงพื้นที่ไปร่วมตรวจสอบเบื้องต้นตั้งแต่เมื่อวานแล้ว (24 กุมภาพันธ์ 2565) ดูในเรื่องสภาพแวดล้อม การแต่งกาย และพฤติกรรมที่เข้าข่ายกระทำผิด ซึ่งจะมีตำรวจ เป็นเจ้าพนักงานตรวจสอบหลักดูในเรื่องบุคคลแต่งกายเลียนแบบพระ และรวบรวมหลักฐาน พยาน เพื่อสรุปสำนวนส่งฟ้อง ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด จะลงนามในฐานะพยาน และให้คำแนะนำแก่เจ้าพนักงาน ส่วนกรณีการฉ้อโกงประชาชน ก็เป็นเรื่องของผู้เสียหายที่จะต้องไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวน ให้มาตรวจสอบและดำเนินคดีแต่ละรายไป
และจากคำพูดของหญิงแต่งกายเป็นพระ ที่ว่า ดำเนินการในลักษณะนี้มานานเป็น 10 กว่าปีแล้ว คนรู้ไปทั้งอำเภอ คำพูดดังกล่าว เป็นแค่ข้อกล่าวอ้างของหญิงรายนี้เท่นั้น เพราะที่ผ่านมา สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด รวมทั้ง คณะสงฆ์จังหวัด ไม่เคยทราบข่าวมาก่อน ส่วนเรื่องการถวายปัจจัย เป็นเรื่องของจิตศรัทธาที่ญาติโยมนำมาถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ ไม่ถือว่าผิดอะไร เพราะพระจะไม่ทราบว่าเป็นเงินปัจจัยของใคร ได้มาอย่างไร ญาติโยมถวายมา พระก็รับไว้เท่านั้น แต่เรื่องที่ปรากฏในข่าว ว่า หญิงแต่งกายเลียนแบบพระไปรับกิจนิมนต์และนั่งบนอาสนะระดับเดียวกับพระสงฆ์ ถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ซึ่งตนได้เข้าหารือกับคณะสงฆ์จังหวัด เพื่อขอตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ส่วนการพิจารณาก็เป็นอำนาจทางการปกครองของคณะสงฆ์ ซึ่งขณะนี้ทางเจ้าคณะพระสังฆาธิการไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้กำชับด้วยวาจาและมีหนังสือสั่งการแจ้งสังฆาธิการในพื้นที่ให้เข้าตรวจสอบโดยเร็ว ว่า เป็นพระรูปใด อยู่วัดไหน ร่วมกิจนิมนต์ใด มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมหรือไม่ และไปร่วมขบวนการหรือรับซองปัจจัยในลักษณะพุทธพาณิชย์หรือไม่ เป็นต้น ตอนนี้ กำลังเร่งตรวจสอบอยู่

