คนร้ายชิงทองในห้างดังตาคลี โดนเตะตัดขารวบได้ทันควัน อ้างตกงาน คิดถึงลูก หวังหาเงินกลับบ้าน

4.03.22 | 20:43 น.

คนร้ายชิงทองในห้างดังตาคลี โดนเตะตัดขารวบได้ทันควัน อ้างนั่งรถไฟมาหางานทำ ตกงานหลายวัน คิดถึงลูก หวังหาเงินกลับบ้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา วันที่ 4 มีนาคม 2565 ร.ต.อ.(หญิง) กัญญ์วรา แจ้งสว่าง รองสารวัตรสอบสวน สภ.ตาคลี อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ ได้รับแจ้งว่ากลุ่มพลเมืองดีสามารถจับกุมตัวคนร้ายก่อเหตุชิงทอง ห้างทองอยากมีตัง ภายในห้างดัง สาขา อ.ตาคลี จึงรีบรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนจะเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมกับเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนในสังกัด พบว่า กลุ่มพลเมืองดีสามารถควบคุมตัวคนร้ายคือ นายฝน ภาษิต อายุ 38 ปี ชาว อ.รัตนวาปี จ.หนองคาย ไว้ได้ พร้อมของกลาง สร้อยทองคำน้ำหนัก 1 บาท 1 เส้น โดยคนร้ายอยู่ในชุดกางเกงยีนส์ เสื้อยีนส์ ใส่แมสก์สีดำ สวมหมวกแก๊ปปิดบังใบหน้า แต่ไม่มีอาวุธในการก่อเหตุแต่อย่างใด


จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า คนร้ายได้ทำทีเข้ามาขอดูสร้อยทองที่ห้างทองอยากมีตังถึงสองรอบ ก่อนที่จะใช้จังหวะช่วงพนักงานเผลอรีบชิงสร้อยทองหนัก 1 บาท 1 เส้นออกไป แต่ในระหว่างที่วิ่งหลบหนีออกไปทางหน้าห้างสรรพสินค้า ได้ถูกพนักงานร้านทองรายหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์เข้าช่วยเตะตัดขาคนร้ายจนล้มคว่ำ ก่อนจะมีพลเมืองดีคนอื่นๆ มารุมช่วยกันจับตัวได้ในที่สุด

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนายฝน ผู้ต้องหา ไปสอบปากคำยังโรงพัก และนายฝนให้การรับสารภาพว่า เดินทางโดยรถไฟมาอยู่ที่ อ.ตาคลี เพื่อหางานทำได้หลายวันแล้ว แต่ไม่มีงานให้ทำ ประกอบกับคิดถึงลูกมากแต่ไม่มีเงินกลับไปหาลูกที่ จ.หนองคาย จึงคิดสั้นตัดสินใจเดินเท้าจากสถานีรถไฟ ซึ่งอยู่ห่างจากห้างดังกล่าวไปประมาณ 7 กิโลเมตร แล้วไปก่อเหตุชิงทอง เพื่อจะนำไปขายแล้วจะซื้อตั๋วรถเดินทางกลับไปหาลูก เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวนายฝนเดินทางกลับไปที่ห้างเทสโก้โลตัสเพื่อทำแผนประกอบคำรับสารภาพก่อนจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาฐานชิงทรัพย์ต่อไป

อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามพนักงานห้างร้านทองที่เป็นผู้ยื่นทองให้กับคนร้าย เปิดเผยว่า ขณะนั้นเห็นลักษณะคนร้ายรายนี้ดูมีพิรุธหลายอย่าง และเดินวนไปมาอยู่หลายรอบก่อนจะเดินเข้ามาที่ร้านทอง และทำทีขอดูสร้อยทองน้ำหนัก 2 บาท 1 เส้น แล้วหลังจากนั้นคนร้ายก็บอกว่าจะขอออกไปถามภรรยานอกห้างก่อนที่จะเดินกลับเข้ามา และขอดูสร้อยทองอีกครั้ง ซึ่งขณะนั้นตนเห็นว่าเริ่มดูมีพิรุธจึงได้ไปสะกิดบอกให้พนักงานชายของร้านทองออกไปสังเกตการณ์ชายคนนี้ที่นอกร้านไว้ก่อน แล้วตนก็กลับมาพูดคุยการขายกับคนร้ายต่อ

Advertisement

“ในช่วงสุดท้ายคนร้ายบอกกับตนว่าเขามีเงินอยู่แค่ 3 หมื่นบาท ตนจึงได้เปลี่ยนไปหยิบสร้อยคอน้ำหนัก 1 บาทให้คนร้ายดู แต่ในระหว่างที่ตนเผลอ สิ่งที่คิดไว้ก็เกิดขึ้นจริงๆ เมื่อคนร้ายรีบคว้าเอาทองหนัก 1 บาทวิ่งหนีออกไป ซึ่งก็ถือว่าโชคดีมากที่ตนและร้านห้างทองระวังตัวไว้อยู่แล้ว และพี่พนักงานผู้ชายก็ได้เดินไปดักอยู่ที่หน้าห้าง จึงทำให้สามารถจับกุมตัวคนร้ายไว้ได้ทัน”